จากทริปภูหลวงที่ไปกะเว็บ http://www.pai-pa.com เมื่อวันที่ 10-11 มีนาคม 2007 ภาพที่ชาวคณะไปป่ะถ่ายมา ทำให้รู้สึกอึ้ง ทึ่ง
กับความสวยงาม จึงเป็นที่มาของคำถามต่างๆ ในการถ่ายภาพมาโคร เลยขอเอามาสรุปเป็นประเด็น อาจดัดแปลงเล็กน้อยเพื่อไม่ให้เห็นความฉลาดน้อยของผู้ถาม
Staff ของไปป่ะ ได้แก่ นายกาแฟดำ ลำดวน รักษ์ทะเล และ Pucchio สำหรับคำตอบจะเป็นรักษ์ทะเลเป็นผู้ตอบค่ะ
เริ่มจาก 2 ภาพนี้ของรักษ์ทะเล (ติ๊ฟ)


Q : ภาพน้องผึ้งขนฟูนุ่มดีจัง... แบบว่า ถ่ายธรรมดาก็จะแย่อยู่แล้วนี่คุณน้องเล่นใส่แฟลชหนูผึ้ง ทวีความยากขึ้นไปอีก อ๊าซซซซซซซซ!!! ทำไมน้องผึ้งตัวใหญ่อะคะ กำลังขยายมากกว่า 1 ต่อ 1 ป่าว
A : ทั้งสองภาพไม่ได้ครอปมาครับ ...... เป็นไฟล์เต็มแต่ ratio ไม่ถึง 1:1 มั้ง ....... ถ้าเต็ม 10 อัตราขยายน่าจะอยู่ที่ 7-8 จาก 10 อ่ะ ผึ้งตัวแรกใช้ f/11 speed 1/125 ไม่ได้ชดเชย แฟลช ........ เป็นโชคดีที่ภาพชัดน่ะครับเพราะ f/ ยังคุมชัดลึกไม่ดีพอ ผึ้งตัวที่สองใช้ f/32 speed 1/90 เพราะตอนนั้นตัวแบบกับฉากหลังห่างกัน 2 สต๊อบแล้ว ....... สปีดก้อไม่ต้องสูงมากก้อได้
Q : ทำไมถึงทราบว่าแบบกับฉากหลังห่างกัน 2 สต็อปอะคะ? ณ วินาทีที่ถ่ายนั้น พี่กดชัตเตอร์อย่างเดียวก็เอาชีวิตไม่รอดแล้ว แบบว่า เห็นแล้วทราบเลยป่าว? กะประมาณเอา? หรือว่า ต้องตั้งกล้องรอ วัดแสง วัดแสง แล้วรอให้ผึ้งบินมาเข้าฉาก แล้วค่อยถ่าย???
A : เข้าใจว่าคงคิดว่าเราต้องวัดแสง ณ ตอนนั้นแน่ๆเลย ........ ผมคงเขียนสั้นจนพี่เข้าใจผิดไปแน่ๆเลยครับ ..... ขออำภัย
ปกติเวลาผมถ่ายมาโครจะใช้โหมด M แล้วตั้ง f stop + speed shutter ล่วงหน้าไว้เลย ... โดยมากก้อจะ under อยู่ประมาณ 2 stop เป็นอย่างน้อยแล้วค่อยใช้แฟลชแยก fill ที่แบบจนกลายเป็นมาโครหลังดำอย่างที่ถ่ายกันปกติถูกมั้ยครับ .....
ที่ control panel จะโชว์อย่างนี้นะครับ + ... l ... 0 ... l ... - ถูกมั้ยครับ .....
เวลาใช้โหมด M ผมจะเซ็ท f stop ไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว .... ขึ้นอยู่กับว่าจะคุมชัดลึกมากเท่าไหร่ ..... ทั่วไปก้อ f/11 f/22 f/32 ..... บางครั้งหากต้องการเน้นมากๆก้อเคยใช้ f/45 มาแล้วครับ ....... แต่ไม่บ่อยเพราะ f stop ก้อมีผลกับสีสันของภาพด้วย ...
ที่นี้พอใช้โหมด M กล้องจะมีเกจบอกเราเลยว่าตอนนี้ over หรือ under อยู่เท่าไหร่อยู่แล้วครับ ...... (แต่ไม่บอกเป็น speed shutter ยกเว้นถ้าใช้โหมด A ..... กล้องจะบอกว่า speed shutter เท่าไหร่) ..... ตอนก่อนถ่ายผมก้อเห็นแล้วว่าแบบกับฉากหลังต่างกันอยู่ 2 stop จากเกจนะครับ
ต.ย. + ... l ... 0 III l III - ที่นี้ก้อถ่ายโดยใช้แฟลชแยก fill เข้าไปที่แบบ .... ภาพก้อจะไม่ over หรือ under เกินไป
...... อย่างที่บอกว่าผมตั้งรูรับแสง + สปีดชัตเตอร์ล่วงหน้าไว้แล้ว ...... และโดยปกติผมตั้งโฟกัสที่เลนส์ไว้เป็น manual focus เพราะหากเป็นตั้งเป็น auto แล้วมักจะโฟกัสตามแบบที่เป็นแมลงไม่ค่อยทัน + มักจะไม่ได้อัตราขยายที่ต้องการ ..... แต่หากตั้งโฟกัสเป็น manual แล้วเราก้อสามารถจะตั้งอัตราขยายที่เราต้องการเอาไว้ก่อน...... ที่เหลือเราก้อจะได้ไปเต็มที่กับการจัดคอมโพให้มากที่สุด ...... ขยับเข้าๆออกๆหาแบบจนมั่นใจว่าชัดแล้วก้อ แชะ แชะ ........ เขียนอธิบายไม่ค่อยเก่ง แต่หวังว่าพอจะได้ไอเดียนะครับ .....
Q : 45 พระเจ้า เกิดมาเจอแค่ f22 ก้อหรูตายล่ะสำหรับช้านนนน
ของผมได้ f51 อิอิ
A : รูรับแสงแคบสุดขึ้นอยู่กับเลนส์ด้วยครับ ...... ไม่ใช่ที่กล้องอย่างเดียว .......
ที่บอกว่า under 2 stop เพื่อหลังดำจริงๆแล้วก้อจะเป็นการทำความต่างของแสง ที่ตัวแบบกับฉากหลัง หากค่าแสงที่ตัวแบบต่างจากค่าแสงที่ฉากหลัง 2 stop เมื่อไหร่ ....... ฉากหลังก้อจะดำโดยอัตโนมัติอย่างที่เราๆรู้กัน ..... บวกกับเราได้ sync flash แยกมา fill ให้แบบสว่างพอดีด้วยงัย ....... ซึ่งปกติเราจะตั้งแฟลชเป็น TTL (through the lens) .... ฉะนั้นจะเห็นว่าแม้ว่าเราจะตั้งค่าความต่างของตัวแบบ under ไปมากกว่า 2 stop ...... เราก้อจะยังได้มาโครฉากหลังดำและตัวแบบที่แสงพอดีอยู่ดี ......
งั้นสงสัยมั้ยครับ ........ ว่าทำไมต้องสนใจด้วยว่าจะ under 2 stop ไปทำมัย ..... ในเมื่อจะ under 3 หรือ 4 stop ..... แฟลชเราก้อจะส่งปริมาณแสงมา fill แบบให้ได้หลังดำและแสงพอดีอยู่ดี .......... สิ่งที่แตกต่างก้อคือ ..... สีสันที่เราจะได้งัยครับ
หลักการนี้ต้องลองไปศึกษากันดูนะครับเป็นสิ่งที่ผมสังเกตมาว่าเมื่อผมถ่ายมาโครที่ต้องการให้ฉากหลังดำ
ให้ under 2 stop เป็นค่าที่เราปล่อยให้มัน under มากที่สุด .... ซึ่งบางครั้งผมปล่อย under 1 stop เท่านั้น .....
ผลคือสีที่ได้จะดีกว่าตอนที่ถ่ายมาแล้วหลังดำด้วย under ที่ 3-4 stop น่ะ ........
อิ อิ ...... พอแร่ะพิมพ์เยอะแล้วเมื่อย .......... ทั้งหมดนี้คิดว่านำมาแบ่งเพื่อนๆ ล่ะกันนะครับ ...... แต่ทั้งนี้เราก้อต้องมาต่อยอดการเรียนรู้หาสไตล์แบบของเราเองด้วยนะครับ .........
จริงๆคนที่ผมต้องขอบคุณมากที่สุดคือพี่จา .... จามิกร .... ที่แบ่งปันความรู้เรื่องนี้ให้อย่างไม่หวงวิชา .....
ส่วนอีกคนนี่พลาดไม่ได้เลยคือนายกาแฟดำผู้ซึ่งจุดประกายการเดินทางและการถ่ายภาพ....... แต่อย่านินทาดังเพราะตอนนี้หูแกดีแล้ว กรั๊กกกกกก
Q : เอาใหม่ถ้าจะถ่ายรูปผึ้งแบบของติ๊ฟ (รูปหลัง) แต่ไม่ต้องการใช้แฟลช ใช้แสงธรรมชาติ จะถ่ายยังไงดี เพราะถ้าไม่ใช้แฟลชภาพผึ้งก็คงจะไม่ได้แบบนี้ และถ้าใช้ fแคบๆ อย่าง 32 ที่ใช้อยู่น่ะ ภาพมันจะเป็นยังไง สมองช้า ต้องค่อยๆ อธิบายนะ ฮิฮิ แต่สงสัยที่ติ๊ฟบอกอีกนิดว่า under แค่ stop เดียว แล้วยิงแฟลชเอา ก็ได้หลังดำแล้วเหรอ
A : เอิ๊กกกก ....... เป็นคำถามที่ตอบง่าย ...... แต่ทำได้ยากมากกกกกกกกกกกกกกกกครับ หากใช้ f/32 ก้อจะได้ความคมชัดที่เหมือนๆกันครับ ...... เผลอๆอาจจะได้สีที่ดีกว่าด้วย (หมายถึงสีสันสดใสกว่า) อันนี้แล้วแต่คนชอบครับ
แต่ปัญหาคือ ..... แบบไม่หยุดนิ่งให้ถ่ายแน่นอน ...... จากวันนั้นคนที่ลองถ่ายดูก็คงจะรู้ว่าผึ้งพวกนี้เคลื่อนไหวเร็วมากครับ ....... แย่หน่อยก้อมีเวลาเสี้ยววินาที ...... ถ้าดีหน่อยเค้านิ่งพอที่จะถ่ายทันก้อ 2-3 วินาที ...... ไม่มีตัวไหนที่นิ่งให้ถ่ายนานมาก
และ ...... โอกาสที่ใช้ f/32 แล้วได้ speed สูงพอที่จะหยุดการเคลื่อนไหวของตัวแบบและเร็วพอที่จะได้ภาพคมชัดนั้นมีโอกาสนับครั้งได้เลยครับ
ไม่ใช่ว่าใน 1 วันจะไม่มีสภาพแสงแบบนั้นนะครับ ........ แต่มันเป็นแสงแรงๆแข็งๆช่วงเที่ยงๆบ่ายต้นๆ ...... แปลคือต้องถ่ายภาพกลางแดดนั่นแหละครับ
ซึ่งหากเอ่ยถึงหลักการถ่ายภาพแล้ว ..... ช่วงเวลาเที่ยงนี้เป็นช่วงที่ควรเลี่ยงการถ่ายภาพมากเพราะแสงแบบนี้จะดูแข็งและทำให้แบบดูแบนมาก
แต่หากเมื่อเลี่ยงแดดเข้าไปถ่ายในที่ร่ม......อีกวิธีคือเร่ง ISO เอาครับหากไม่อยากใช้แฟลช ...... แต่อาจจะต้องเร่งขึ้นไปถึง 1600 หรือ 3200 เลยทีเดียวครับ ...... เผลอๆขนาดเร่ง ISO สุดๆแล้ว speed ยังได้ไม่พอเลยครับ ..... แต่หากอยากถ่ายจริงๆ คงต้องเพิ่มค่า f (คือยอมแลกความคมชัดออกไปครับเพื่อที่จะได้ speed ที่เพิ่มขึ้นมา) แต่ขอเสียของการเร่ง ISO มากขึ้นไปถึงขนาดนั้นและถ่ายภาพในที่สภาพแสงน้อยๆแล้ว (หรือแม้แต่ในที่ร่มก้อตาม)..... สิ่งที่จะตามมาคือ noise ในส่วนของ shadow ครับ ......
จะเห็นได้ว่าไม่มีคำตอบไหนที่ดีที่สุดครับ ....... ทุกวิธีก็มีข้อดีข้อเสียในตัวมันเอง ...... ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับคนถ่ายแล้วว่าจะยอมแลกด้วยอะไรอ่ะครับ
สำหรับการถ่ายมาโครนี่ ....... การเลือกฉากหลังที่ดีจะสามารถช่วยให้แบบเด่นหรือด้อยไปได้มากเลยครับ
แต่ขอตอบข้อสงสัยก่อน .... หลังจะไม่ดำสนิทครับหาก backgrond สว่างมาก ..... ภาพที่ได้จะเหมือนตัวแบบที่ได้รับแสง fill flash และฉากหลังสีทึมๆเข้มๆแต่ไม่ดำ ...... แต่หากได้ background ที่มืดอยู่แล้ว ..... หรือเข้มๆหน่อย ..... under 1 stop + fill flash ก้อจะได้หลังดำแล้วครับ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าเราเลือกฉากหลังสว่างหรือมืดด้วยน่ะครับ ........
ป.ล. แต่ถ่ายด้วยดิจิตอล ..... เดี๋ยวนี้ถึงถ่ายมาหลังดำหรือไม่ดำนี่ ....... สามารถจัดได้ครับ อิ อิ
Q : ว่าแต่ถ้าใช้ f32 แล้ว มันไม่ทะลุไปฉากหลังเลยเหยอ กรณีไม่ใช้แฟลชอะ (โง่อะ) คำนี้ขอเซ็นเซอร์
A : ถ ถถถถ ถถ ถ ถูกต้องนะก๊าบบบบบบบบบบบ 
แต่เลนส์มาโครมีความชัดลึกต่ำกว่าเลนส์ไวด์ทั่วไปนะ ....... (โปรดสังเกตคนตอบชักเริ่มรำคาญคำถามโง่ๆ )
Q : กรณีเราถ่ายดอกไม้สีขาว ปกติมักจะให้ over เพื่อให้ได้สีขาว แต่หากเราต้องการฉากหลังที่ดูมืดกว่าวัตถุ เราก็ควรจะถ่ายให้มัน under ใช่ปะ คราวนี้ ดอกไม้ขาวมันก็จะไม่ขาว และฉากหลังก็จะไม่มืด อีกคำถามคือถ้าถ่ายดอกไม้ขาวให้ขาวพอดี เราก็จะเก็บรายละเอียดหรือ texture ของดอกไม้ไม่ได้มากใช่ป่าวคะ (อันนี้คงรู้แล้วว่าใครถาม แย่จัง - รู้ความโง่อีกละ)
A : ขึ้นอยู่กับว่าใช้วัดแสงโหมดอะไรครับ ....... ที่พี่บอกมาน่าจะหมายถึงเฉลี่ยทั้งภาพ ........ หากถ่ายอันเดอร์ ภาพโดยรวมก็จะมืด (หลังมืด) แต่แบบก็จะมืดด้วยนะ ...... ......
จริงๆ มีหลายๆวิธีที่จะแก้ .... ทั้งถ่ายคร่อมมา 3-4 ภาพแล้วมาแก้ใน photoshop แต่หากลายละเอียดเยอะมากนี่ ...... ลำบากแน่ๆครับ
หรือเปลี่ยนโหมดวัดแสงก็ดีครับ ....... ใจจริงผมอยากแนะว่าให้ถ่ายมาให้ดีที่สุดก่อน ...... ขอให้ photoshop เป็นสิ่งสุดท้ายที่จะทำหากเลี่ยงไม่ได้จริงๆ น่ะ .....
ลองเปลี่ยนโหมดวัดแสงเป็น spot ดูนะครับ ..... คิดว่า 30D น่าจะทำได้ ..... (อันนี้คือข้อดีอีกอันของ 30D เลยเพราะรุ่นเล็กกว่านี้ Canon ไม่ใส่มาให้)
สมมุติ ....... แบบเป็นวัตถุสีขาวแล้วลองหมุนหามุมที่ฉากหลังเป็นสีเข้มๆ หรือมืดๆดูนะครับ ..... ทีนี้เวลาวัดแสงเรายังไม่ต้องไปสนใจฉากหลัง....
เราเน้นให้จุดที่วัดแสงตรงกลางช่องมองภาพของเรา (จุดวัดแสงตรงกลางประมาณ 8% ของพื้นที่โฟกัสสกรีนทั้งหมด ....) ทีนี้ก้อชดเชยแสงตามที่ได้เรียนมา .... จะ + 1.5 หรือ + 2 ก็ว่ากันไปครับ ...... ลองทั้งแบบใช้และไม่ใช้แฟลชนะ .....
อยากบอกว่าจริงๆแล้วกล้องและแฟลชของเราน่ะ ..... มีตัววัดแสงแยกกันนะครับ ...... อยู่ที่กล้อง 1 ชุด ...... และอยู่ที่แฟลชแยกอีก 1 ชุดน่ะ ....
เพราะฉะนั้นเวลาชดเชยแสงที่ตัวกล้องเวลาถ่ายภาพ ....... ไม่ต้องกังวลว่ามันจะเอาไปมั่วกับแฟลชเวลาใช้ถ่ายมาโครเน้อ ....
ลองถ่ายดูที่บ้านก้อได้ครับ ..... หาแบบที่สีขาวหน่อย แล้วหามุมที่ฉากหลังเข้มหน่อยนึง ..... ไม่ต้องดำสนิทก้อได้ครับ ... เพราะเวลาถ่ายจริงคงเซ็ทฉากหลังไม่ได้มาก..... ใช้วัดแสงเฉพาะจุดวัดไปที่แบบแล้วชดเชย +1, +1.5, +2 ดูความแตกต่าง .... แล้วเอาลองไป view ที่จอคอมพ์ดูครับ
...อีกคำถามคือถ้าถ่ายดอกไม้ขาวให้ขาวพอดี เราก็จะเก็บรายละเอียดหรือ texture ของดอกไม้ไม่ได้มาก... อันนี้ตอบยากครับ .......
จริงมีหลายปัจจัยที่ต้องเอามาตัดสินใจร่วมด้วยครับ ...... เช่น
1. ที่จอ LCD อาจจะมองไม่เห็นลายละเอียด ..... แต่พอเปิดจากจอคอมพ์กลับเห็นว่ามีลายอะเอียดอยู่ ...... เพราะจอ LCD แสดงผลหรูสุดน่าจะตกอยู่ประมาณ 230,000 - 250,000 pixel ใช่มั้ยครับ ..... แล้วกล้องเรา 8 - 10 ล้านพิกเซล ...... คิดดูเล่นๆ ว่า จอแสดงผลแค่ 1 ใน 32 - 40 เท่าจากไฟล์ภาพจริง ........ ดังนั้นอย่าเชื่อภาพจาก LCD มากนะครับ .... แต่หากอยากเช็ค detail ว่า over หรือ under หรือปล่าว .... ให้ดูจาก histogram จากกล้องเท่านั้นนะครับ .....
2. จอ LCD แต่ละค่ายจะแสดงผลมืดสว่างไม่เท่ากันครับ ...... เผลอๆ ขนาดรุ่นเดียวกันออกจากโรงงานเดียวกันมายังไม่เท่ากันเลยครับ ..... ดังนั้นควรสังเกตเวลาเราถ่ายแล้วเราเอารูปลงคอมพ์ว่าเวลาแสดงผลที่ LCD กับหน้าจอคอมพ์เราต่างกันมากน้อยเท่าไหร่น่ะ (จอคอมพ์ที่ calibrate แล้วนะครับ)
..... คร่าวๆ ประมาณนี้อ่ะครับ ...... ถ้านึกอะไรออกจะมาเพิ่มให้ทีหลังครับ
บอกแล้วว่า วัดแสงเฉพาะจุดเนี้ยเค้าดีจริงๆนะ บอกให้ใช้ก็ไม่ยอมใช้ (ชินแล้วจะติดใจจิงๆนะ)^^ มันน่าช้ำใจคนอยากใช้ก็ไม่มีให้ใช้ คนมีใช้ก็ไม่ยอมใช้ อิอิคิดออกแล้วแลกกล้องกันใช้มะ
อันนี้เสริมค่ะ
บางรูปที่ใช้แฟลชน่ะครับ .... พอยิงแฟลชไปเงาของดอกและใบของกลุ่มนึง ..... มันไปบังทับของอีกกลุ่มนึงน่ะครับพี่ ..... หากเป็นไปได้น่าจะหากระจกขนาดที่พี่แอ๋มหรือพี่อู๋พกไปอ่ะครับ (น่าจะเคยเห็นนะครับ) ...... เอาไปช่วยเปิดเงาให้ภาพใสเคลียร์ขึ้นได้นะครับ ....
ส่วนเรื่องกระจกสะท้อนแสงมันจะแค่ช่วยเปิดรายละเอียดส่วนที่มืดให้เห็นดีเทลมากขึ้นแค่นั้นเองครับ ...
คงไม่ดีเท่าใช้แฟลช 2 ตัวหรอกครับ ..... เพียงแต่มันเป็นอุปกรณ์ที่ถูกและให้ผลดีเท่านั้นเองครับ
วิธีใช้ก้อใช้สะท้อนแฟลชกลับไปหาแบบเพื่อให้ดีเทลด้านตรงข้ามของแฟลชสว่างขึ้น ..... หรือใช้หักเหแสงอาทิตย์เข้าไปหาแบบงัยครับ ... ทีนี้แบบก็สว่างขึ้นได้ถึงแม้จะไม่โดนแสงโดยตรง ^.^
จบแล้วค่ะ อ่านรู้เรื่องไม๊เนี่ย
พอเป็นบรรณาธิการไหวมะ 
คำอธิบาย ตัวอักษรสีเขียวเขียนโดยเจ้าของเว็บ
ตัวอักษรสีดำเป็นคำถามจากทางบ้าน
ตัวอักษรสีน้ำเงินหนาเป็นคำตอบของรักษ์ทะเล
ตัวอักษรสีแดงเป็นการเน้น
ตัวอักษรสีม่วงคือพวกขาแจม