หนังสือ Shangri-La : Lost Horizon แชงกรี-ลา แดนสวรรค์สุดขอบฟ้า โดยรุ่งวิทย์ สุวรรณอภิชน
คู่มือนักเดินทางจีน ของหนังสือในเครือเที่ยวรอบโลก
หนังสือเพื่อนเดินทาง คอลัมน์ จดหมายจากขบวนคาราวานสุดขอบฟ้า แชงกรีลา-ทิเบต ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2547

มณฑลยุนนาน (Yunnan)
อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของสาธารณรัฐประชาชนจีน ใหญ่เป็นอันดับ 6 ของประเทศ มีพื้นที่ 394,000 ตารางกิโลเมตร ประชากรประมาณ 34 ล้านคน พื้นที่ทางตะวันออกเป็นเขตที่ราบสูงยูนนาน และเขตตะวันตกเป็นส่วนหนึ่งของ Tibetan Highlands มณฑลนี้มีเสน่ห์ประกบด้วยเมืองต่างๆ ที่สวยงามมากมาย
คุนหมิง (Kunming)
เป็นเมืองหลวงของมณฑลยุนนาน ตั้งอยู่ที่ระดับความสูง 1,890 เมตรเหนือระดับทะเล ทำให้มีอากาศอุ่นสบายกว่าเมืองอื่นๆ ในประเทศ สามารถเที่ยวได้ตลอดปี คุนหมิงได้ชื่อว่าเป็น Special Tourism Centre
สถานที่เที่ยวที่สำคัญ :
วัดหยวนทงซื่อ (Yuantong Si)
อยู่ที่ถนนหยวนทงซื่อ เสียค่าเข้าชม 4 หยวน เป็นอารามในพุทธศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในคุนหมิง อายุเก่าแก่กว่าพันปี ภายในวัดตกแต่งร่มรื่นกลางลานมีสระน้ำขนาดใหญ่ มีสะพานข้ามไปสู่ศาลาแปดเหลี่ยม ด้านหลังวัดเป็นอาคารสร้างใหม่ประดิษฐานพระชินราชจำลองที่ไทยมอบให้กับรัฐบาลจีน ในสมัยของนายกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์
(ภาพวัดหยวนทงซื่อ http://www.terragalleria.com/asia/china/kunming/picture.chin4917.html)
ป่าหิน (Shi Lin) - Stone Forest

ห่างจากคุนหมิงไปทางตะวันออกเฉียงใต้ 120 กม. บริเวณนี้เมื่อ 200 ล้านปีก่อนเป็นทะเล ต่อมาเกิดการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกทำให้กลายเป็นแผ่นดินที่ยกตัวสูงขึ้นมา ถูกลม ฝน น้ำ กัดกร่อนจนกลายเป็นรูปร่างต่างๆ ป่าหินบริเวณนี้มี 2 แห่งคือ ซือหลิน และไหน่กู่ซือหลิน ค่าเข้าชม 25 หยวน
ภาพเมืองคุนหมิง http://www.terragalleria.com/asia/china/kunming/kunming.html
แชงกรี-ลา (Shangri-la)
แชงกรี-ลาเป็นดินแดนปริศนาที่ยากจะระบุชัดว่าเป็นที่ใดในโลกกันแน่ ทว่าชื่อแชงกรี-ลาเป็นที่รู้จักทั่วไปเนื่องมาจากนวนิยายของ James Hilton เรื่อง Lost Horizon ที่ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์และถ่ายทอดเรื่องราวของเมืองลับแล ซึ่งผู้คนมีชีวิตอมตะ ตามภาษาทิเบต แชงกรี-ลา หมายถึงดินแดนอันสุขสงบ สำหรับแชงกรี-ลานี้จีนได้ประกาศเป็นทางการว่าดินแดนนี้อยู่ที่ชายแดนทิเบต ตอนเหนือของมณฑลยูนนาน คือเมืองจงเตี้ยน (Zhongdian) และเต๋อชิง (Diqing) จนล่าสุดปัจจุบันทางการก็เปลี่ยนชื่อเมืองจงเตี้ยนมาเป็นแชงกรี-ลา (ข้อมูลจาก สุดยอด 50 เส้นทางท่องโลก โดยคุณดวงดาว สุวรรณรังษี)
แชงกรี-ลาเป็นภาษาทิเบต คำว่า La หมายถึงเนิน หรือทางนำไปสู่ขุนเขา ซึ่งอธิบายได้ว่าเป็นดินแดนอีกด้านหนึงของโลก หรือแดนสวรรค์บนพิภพ โดยเจมส์ ฮิลตันผู้เขียน Lost Horizon พยายามอธิบายว่า แชงกรีลาเป็นดินแดนที่มีชนเผ่าทิเบตอาศัยอยู่ในบริเวณตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เป็นดินแดนลี้ลับ
ในปี ค.ศ.1957 ทางการจีนได้ประกาศจัดตั้งเขตปกครองตนเองชนชาติทิเบตแห่งตี่ชิง (Diqing Tibetan Autonomas Prefecture) ตี๋ชิง (Diqing) เป็นภาษาทิเบตแปลว่าโชคและสันติภาพ ในปี ค.ศ.1978 พจนานุกรม อังกฤษ-ทิเบต-จีน มีการอธิบายศัพท์คำว่า Shangri-La เป็นครั้งแรกว่าหมายถึงแดนสวรรค์อีกด้านหนึ่งของโลก ส่วนจงเตี้ยนเป็นดินแดนแห่งความสุขห่างไกลจากผู้คนมากๆ เป็นดินแดนอันงดงามและลี้ลับ ซึ่งนี่ก็คือ Shangri-La นั่นเอง
ในปี ค.ศ.1996 คณะศึกษาแชงกรีลาอันประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากหลายภาควิชา ได้ทำการสำรวจและศึกษาเขตปกครองตนเองแห่งตี๋ชิง (Diqing Prefecture) ทั้งในแง่ข้อมูลจากวรรณกรรม ชาติพันธุ์ ศาสนา ภาษาศาสตร์และภูมิศาสตร์เพื่อทำการพิสูจน์ นิยาย Lost Horizon ว่าแท้จริงมีที่มาหรือจินตนาการมาจากตี่ชิง Diqing) ในที่สุดวันที่ 14 กันยายน 1997 ทางการมณฑลยูนนานก็ได้ประกาศต่อสื่อมวลชนและสาธารณชนอย่างเป็นทางการว่า เขตปกครองตนเองตี๋ชิง (Diqing) คือแชงกรี-ลาในนวนิยายของเจมส์ ฮิลตัน จากหนัวสือ Shangri-La : Lost Horizon แชงกรี-ลา แดนสวรรค์สุดขอบฟ้า โดยรุ่งวิทย์ สุวรรณอภิชน
ตี๋ชิง (Diqing) ในที่นี้หมายถึงเขตปกครองตนเองตี๋ชิง มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองจงเตี้ยน ชนชาติทิเบตแห่งตี๋ชิงอยู่บนที่ราบสูง มีพื้นที่ 23,870 ตารางกิโลเมตร ประชากรประมาณ 84% เป็นทิเบต
ตี๋ชิง (Diqing) หรือแชงกรี-ลา อยู่บริเวณตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลยุนนาน ชายแดนทิเบต-ยูนนาน-เสฉวน มีอาณาบริเวณดังนี้
ทิศเหนือ ติดชายแดนทิเบตและเสฉวน
ทิศใต้ ติดเมืองลี่เจียง
ทิศตะวันออก ติดชายแดนเสฉวนและลี่เจียง
ทิศตะวันตก ติดชายแดนทิเบตและเทือกเขาหิมาลัย
แบ่งเขตการปกครองออกเป็นเมืองสำคัญๆ 3 แห่งคือ
- เมืองจงเตี้ยน (Zhongdian) นับเป็นเมืองใหญ่ที่สุดของเขตปกครองฯตี๋ชิง มีพื้นที่มากที่สุด ประมาณ 50 % ของพื้นที่ทั้งหมด แต่มีชาวทิเบตเพียง 40% เมืองนี้คือเมืองที่หลายคนเชื่อว่าเป็นแชงกรี-ลา
- เมืองเต๋อชิง (Deqin) นับเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ของชาวทิเบต ที่มีภูเขาหิมาลัยด้านตะวันออก (ในดินแดนของจีน) ซึ่งซ่อนตัวอยู่ชายคาโลก (เมื่อเปรียบทิเบตเป็นหลังคาโลก) เมืองเล็กๆ อย่างเต๋อชิงมีสถานที่น่าสนใจมากมาย
- เมืองเว่ยซี (Weixi) เป็นเมืองอยู่ใกล้แม่น้ำล้านช้าง หรือหลินชางเจียง (Lancang River) อยู่ทางตอนใต้ของที่ราบสูง Diqing Plateau เป็นเมืองที่มีชนเผ่าลีซอค่อยข้างมาก มีชื่อในเรื่องสมุนไพร และสวนดอกไม้อาซาเลีย
เมืองจงเตี้ยน (Zhongdian)
นับเป็นเมืองใหญ่ที่สุดในเขตปกครองตนเองตี๋ชิง (Diqing Prefecture) อยู่ห่างจากเมืองคุนหมิงประมาณ 709 กิโลเมตร อยู่รอยต่อตะเข็บชายแดนทิเบต - ยูนนาน - เสฉวน เป็นดินแดนที่มีความงดงามของธรรมชาติ เช่น ภูเขาหิมะ Haba Balagenzong และ Lanxi มีทะเลสาบงดงามหลายแห่งเช่น Bita, Nanpa และ Shudugan
ด้วยเส้นทางที่ย้อนขึ้นไปตามแม่น้ำโขงและแยงซีเกียงอันถือกำเนิดจากทิเบต ข้ามเทือกเขาสูงสลับซับซ้อนเข้าไปในหุบเขาของเมืองจงเตี้ยน อันเป็นถิ่นฐานของชาวทิเบต เอกลักษณ์ของบ้านของชนเผ่าเหล่านี้จึงเป็นบ้านที่ก่อดินขึ้นเป็นตึกสี่เหลี่ยม แต่งด้วยไม้ซุงขนาดใหญ่ ผู้คนยังแต่งกายพื้นเมือง และในยามเทศกาล ชาวทิเบตก็ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีไว้ โดยจะจัดตามวัดสำคัญๆ ต่างๆ เช่นการเต้นระบำหน้าการและเป่าแตรงอน
อาหารพื้นเมืองของเมืองจงเตี้ยน เริ่มจากชาจามรี ทำจากนมจามรีผสมชา มีกรรมวิธีในการทำพอสมควร ก่อนดื่มต้องพูดว่า "จา ซี เต้อ เร่อ" แปลว่า ขอให้โชคดี นอกจากนั้นมีกุยหยวนหรือหม้อไป ถั่วทอด ผักดอง เนื้อจามรีแดดเดียวทอด
สถานที่เที่ยวสำคัญ :
วัดซงซาน (Songzanlin)

เป็นวัดลามะเก่าแก่สร้างในศตวรรษที่ 17 อายุประมาณ 300 ปี อาคารหลักมีเสา 108 ต้น และกว้างใหญ่พอจะบรรจุศาสนิกชนได้ถึง 1,600 คน มีพระลามะจำพรรษาอยู่มากกว่า 700 รูป เป็นวัดที่สร้างขึ้นโดยดาไลลามะองค์ที่ 5 ในปี พ.ศ. 2222 ใช้เวลาในการสร้าง 18 ปี มีรูปแบบคล้ายพระราชวังโปตาลา ของเมืองลาซา
รายละเอียด http://www.talesofasia.com/china-zhongdian.htm
ทะเลสาบนาปา (Napa Lake)
รอบเมืองแชงกรี-ลาถูกโอบล้อมด้วยขุนเขาหิมะที่สูงราว 3,000-5,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล เส้นทางจากจงเตี้ยนไปยังเต๋อชินจะพาดผ่านไปบนเทือกเขาสูงเหล่านี้ นอกชานเมืองเพียงเล็กน้อยจะผ่านที่ราบลุ่มนาปา (Napahai) ซึ่งเป็นชุมชนทิเบตที่รายล้อมด้วยทุ่งหญ้า บึงน้ำอันกว้างใหญ่ ฤดูหนาวจะมีนกอพยพมาหากินในทุ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนกกระเรียนคอดำที่หายาก อันเป็นสัญลักษณ์ของเสรีภาพ ที่มีช่วงปีกเมื่อกางออกกว้างถึง 8 เมตร อายุยินกว่า 70 ปี แม้เป็นสัตว์คุ้มครอง แต่ปัจจุบันเหลือเพียงประมาณ 1,500 ตัว ปกติจะดำรงชีวิตที่นี่ช่วงเดือนกันยายน-มีนาคมแล้วแต่ฤดูกาล
รายละเอียด http://www.echinaromance.com/destinations/zhongdian_scenicspots1.htm#napa
เต๋อชินหรือเต๋อชิง (Deqin)
เต๋อชินหรือเต๋อชิงเป็นเมืองหัวเมืองทิเบต อยู่ในหุบเขาเล็กๆ เป็นเมืองสุดชายแดนหลังคาทิเบต ตั้งอยู่ทางเหนือของมณฑลยูนนาน เมืองที่ยังปลอดนักท่องเที่ยว เส้นทางเส้นนี้จัดได้ว่าเป็นเส้นทางไต่ขอบฟ้าที่ใกล้ชิดก้อนเมฆที่สุด
สถานที่เที่ยวสำคัญ :
อารามตงจูหลิน Dhondrupling Gompa (DongZhuLin Si)
อารามตั้งอยู่บนหน้าผาสูง สร้างใน ค.ศ. 1667 สมัยกษัตริย์คังซี เป็นเขตคุ้มครองด้านวัฒนธรรมของยูนนาน ปัจจุบันมีพระลามะหมวกเหลืองประมาณ 300 รูป จำวัดแห่งเดียวในจีน จากวัดสามารถชมทัศนียภาพภูเขาหิมะป๋ายหมังและภูเขาหิมะเหม่ยหลีได้
หมู่บ้านและธารน้ำแข็งหมิงหย่ง (Mingyong Bingchuan)

หมู่บ้านหมิงหย่งตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาหิมะเหม่ยหลี เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวจะมาชมธารน้ำแข็งหมิงหย่ง (Mingyong Glacier) ที่มีความยาว 12 กิโลเมตร ถือว่าเป็นธารน้ำแข็งที่ต่ำที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง ธารน้ำแข็งนี้เกิดจากการทับถมของหิมะบนยอดเขาคาเกอโป ที่มีการเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ จากความสูง 5,500 เมตร ลงสู่แม่น้ำที่ระดับความสูง 2,700 เมตร และสะสมรวมตัวกันหนามาก จนเกิดการอัดตัวและการตกผลึกของหิมะ
ในการไปชมธารน้ำแข็งหมิงหย่งจะต้องใช้ม้าเป็นพาหนะในการไต่ภูเขา โดยจะมีเจ้าของชาวทิเบตเป็นผู้จูงให้ และอาจมีบางช่วงที่คนต้องลงจากม้าแล้วเดินไปบนสะพานไม้อ้อมเขาในขณะที่ม้าต้องเดินไต่ไปตามขอบผา อันเป็นเส้นทางเก่า การเดินทางโดยม้าจะใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่าๆ โดยม้าจะไปรอที่หน้าวัดเทียนซื่อหรือไท่สื้อเมี่ยว ที่แปลว่าโอรสจักรพรรดิ
จากวัดเทียนซื่อจะต้องเดินต่อไปยังธารน้ำแข็ง โดยช่วงแรกจะเดินผ่านป่าโปร่งไปประมาณเกือบ 2 กิโลเมตร ก็จะมาถึงสะพานไม้ที่สร้างขึ้นสู่จุดชมธารน้ำแข็ง บางช่วงก็ต้องไต่บันไดต่อไปเพื่อไปที่จุดชม ยิ่งสูงก็ยิ่งเห็นผืนธงสวดมนต์ของชาวทิเบตหนาตาปลิวไสวไปทั่วขุนเขา ที่นี่เป็นเสมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวทิเบตอีกแห่งที่พวกเขาจะมากราบไหว้บูชา
ภูเขาหิมะเหม่ยหลี (Meili Xueshan)

http://en.tibettour.com.cn/pic/geography/meili.jpg
เป็นเทือกเขาที่กั้นพรมแดนระหว่างยูนนานกับทิเบต มียอดเขาสูงเกิน 6,000 เมตรอยู่ 13 ยอด ยอดที่สูงที่สุดอยูที่ระดับ 6,740 เมตร ชาวทิเบตถือว่าเป็นมารดาแห่งขุนเขาอันศักดิ์สิทธิ์
วัดเฟยไหลซื่อ (Fei Lai Si)
สร้างราว ค.ศ. 1816 เป็นวัดที่ประดิษฐานรูปปั้นเทพนาเคอจาซี ผู้สิงสถิต ณ ยอดเขาคาเกอโป 1 ใน 8 ยอดเขาเลื่องชื่อของทิเบต วัดแห่งนี้มีความสำคัญเพราะเป็นที่ตั้งสถูปอนุสรณ์ของนักปีนเขาชาวจีน 5 คนและชาวญี่ปุ่น 12 คน ที่พยายามพิชิตยอดเขาคาเกอโป วัดนี้จะตั้งเด่นเป็นสง่ามองเห็นหุบเขาที่มีแม่น้ำหลินชางไหลคดเคี้ยวเป็นงูเลื้อย จะเพลิดเพลินกับธรรมชาติที่แปลกตา
บริเวณหน้าวัดจะมีชาวบ้านมาตั้งแผงจำหน่ายเครื่องสักการะเทพยดาแห่งขุนเขาหิมะเหม่ยหลีเต็มไหล่ทาง เครื่องสักการะจะประกอบด้วยใบสนภูเขา และธุปแบบทิเบต รวมกับธงคาถา (หรือผ้ายันต์ 5 สี) เมื่อจ่ายเงินเรียบร้อยแล้ว คนขายจะพาไปไหว้ที่เตาเผา เอาใบสนภูเขายกถวายแล้วหย่อนลงเตาพร้อมกับจุดธูป จากนั้นคนขายจะไปเอาน้ำมาให้เทใส่มือแล้วสะบัดลงเตา ส่วนธูปที่จุดแล้วนำมาปักที่เตา และปักตามประตูทางเข้าพระเจดีย์ ที่เหลือปักตามเจดีย์จนหมด ส่วนธงคาถา 5 สี นำไปผูกไว้ตามที่จัดไว้ให้เป็นอันเสร็จพิธี ชาวทิเบตถือว่าใครทำพิธีดังกล่าว จะประสบโชคดี เดินทางปลอดภัยประสบแต่สิ่งดีๆ ในชีวิต
ธงคาถา 5 สี หรือธงมนต์ของชาวทิเบตประกอบด้วยสีแดง หมายถึงไฟ สีขาวหมายถึงเมฆ สีเขียวหมายถึงต้นไม้ สีเหลืองหมายถึงดิน สีฟ้าหมายถึงท้องฟ้า ธงแต่ละสีจะมีคาถาหรือคำสวดมนต์เขียนไว้บนผ้าทุกผืน ชาวทิเบตเชื่อว่าเมื่อใดที่ธงปลิวสะบัด ลมที่ทำให้ธงปลิวสะบัดจะพัดพาเอาคาถานั้นลอยไปถึงสรวงสวรรค์ได้ ดังนั้นตามเจดีย์(แบบทิเบต) จึงมักพบธงคาถาผูกในบริเวณใกล้เคียงเสมอ
ลี่เจียง (Lijiang)
หลี่เจียงหรือที่คนไทยนิยมเรียกว่าลี่เจียง อยู่ทางตอนเหนือของต้าหลี่ เป็นเมืองพรมแดนระหว่างทิเบตกับจีน เป็นที่ตั้งถิ่นฐานของเผ่านาซี (Naxi) ที่อพยพมาจากทิเบต และอยู่กันในสังคมที่ผู้หญิงเป็นใหญ่
ลี่เจียงเป็นเมืองเล็ก มีความแตกต่างทางภูมิประเทศที่หลากหลาย ตั้งแต่ภูเขาสูง ธารน้ำแข็ง ที่ราบ และหุบเขา ขนถึงโตรกผาอันสูงชัน ตัวเมืองอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 2,400 เมตร มีเทือกเขาหิมะมังกรหยกเป็นสัญลักษณ์ของเมือง ซึ่งยอดเขาปกคลุมด้วยหิมะตลอดทั้งปี โดดเด่นท่ามกลางยอดเขาสูงต่ำสลับซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็น เทือกเขาเซี่ยงซัน จินหงซันทางทิศเหนือ หรือเทือกเขาซือจึซันทางทิศตะวันตก ที่ล้อมรอบเมือง เป็นแนวกันลมธรรมชาติที่ส่งผลให้สภาพอากาศเย็นสบายราวกับเป็นฤดูใบไม้ผลิตลอดทั้งปี ทั้งยังเป็นพื้นที่เพาะปลูกที่สำคัญอีกด้วย
เมืองลี่เจียงแบ่งเป็น 2 เขตคือเขตเมืองเก่าเรียกว่า ต้ายั่น และรอบนอกเป็นเมืองใหม่เป็นที่ตั้งของโรงแรมและอาคารพาณิชย์

ภาพเมืองลี่เจียง http://www.terragalleria.com/asia/china/lijiang/lijiang.html
เขตเมืองเก่าต้ายั่น (Dayan)
หากเปรียบเทียบลำคลองสายเล็กสายน้อยที่ไหลซอกซอนอยู่ใจกลางเมืองเป็นสายเลือด ถนนตรอกซอกซอยก็เปรียบได้กับโครงกระดูก โดยมีข้อต่อเป็นสะพานที่พาดผ่านลำคลองสายต่างๆ ที่มีจำนวนถึง 354 สะพาน และกล้ามเนื้อที่สมบูรณ์ คือ บ้านเรือนโบราณที่มีความโดดเด่นทางสถาปัตยกรรม ซึ่งแต่งแต้มด้วยเสน่ห์แห่งไม้ดอก อาหารท้องถิ่นอันหลากหลาย ภาพวาดงานศิลปะ และดนตรีที่อบอวลอยู่ทั่วทั้งเมือง เป็นกระจกสะท้อนถึงความลงตัวทางสถาปัตยกรรมและสิ่งแวดล้อมในเมืองเก่าลี่เจียงได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ผังการจัดวางบ้านเรือนกระจายตามตรอกซอยสายเล็กๆ คดเคี้ยวเรียบเลาะลำน้ำสาขาต่างๆของแม่น้ำอี้ว์เหอ ใจกลางล้อมด้วยถนนสี่เหลี่ยม เป็นรูปแบบเฉพาะตัวของการปลูกสร้างในเมืองลี่เจียง นอกจากช่วยสร้างทัศนียภาพที่งดงามแปลกตาแล้ว ยังสามารถตอบรับกับประโยชน์ใช้สอยในการดำรงชีวิต และด้านการป้องกันอัคคีภัยในเมืองอีกด้วย
สิ่งปลูกสร้างที่เป็นศิลปะเฉพาะตัวของชนชาติน่าซี ที่มีพื้นฐานมาจากรูปแบบโครงสร้างที่ไม่ใช้คานและเสา (รูปแบบโครงสร้างจิ่งกัน) พัฒนาและผสมผสานกันอย่างกลมกลืนกับศิลปะท้องถิ่นของชนชาติฮั่น ทิเบตและไป๋ เมื่อมองดูบ้านเรือนของชาวลี่เจียง พวกเขาค่อนข้างให้ความสนใจกับการประดับตกแต่งเป็นพิเศษ โดยเฉพาะบริเวณสำคัญๆ เช่น ซุ้มประตู ผนังกั้น ระเบียง ฉากกั้นประตูหน้าต่าง ลานบ้าน หรือคาน เป็นต้น โดยเน้นการแกะสลักบนงานไม้และหิน เป็นภาพสัตว์ปีก ดอกไม้ ภาพเขียนอักษรจีน และภาพวาดทิวทัศน์ต่างๆ รวมถึงงานกระเบื้องที่งดงาม
งานก่อสร้างอีกชิ้นหนึ่งที่เป็นจุดสนใจของเมืองลี่เจียง คือ สะพาน กล่าวได้ว่าทุก 1 ตารางกิโลเมตรมีสะพานอยู่ถึง 93 สะพาน มีโครงสร้างหลากหลายไม่ว่าจะเป็น แบบโค้ง แบบระเบียง ฯลฯ ทั้งที่สร้างด้วยไม้และหิน ซึ่งสะพานที่หลงเหลืออยู่ในวันนี้ส่วนใหญ่สร้างขึ้นในสมัยหมิงและชิง
ลี่เจียงได้รับการยกย่องเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ปี ค.ศ.1997
สถานที่เที่ยวสำคัญ :
โค้งแรกของแม่น้ำแยงซีเกียง

ระหว่างทางจากเมืองจงเตี้ยนมาลี่เจียง จะพบกับทัศนียภาพโค้งแรกของแม่น้ำแยงซีเกียงที่ไหลมาจากธิเบต เลี้ยวจากใต้มุ่งสู่เหนือ โดยตีโค้ง 180 องศา แล้วไหลไปรวมกับแม่น้ำอีกสายหนึ่งกลายเป็นแม่น้ำแยงซีเกียงที่สำคัญ ยาวเป็นอันดับ 3 ของโลก มีลักษณะเป็นหน้าผาหินสูงชัน ลักษณะพิเศษของน้ำคือการไหลของกระแสน้ำ เมืองไหลลงทางทิศใต้แล้วย้อนกลับขึ้นทางเหนือ
www.gevu.org/.../UploadFile/00512102353751.jpg
หุบเขาเสือกระโจน (Hutiao Xia - Tiger Leaping Gorge)
เป็นหุบโตรกเขาที่ลึกที่สุดในโลก ตั้งอยู่บนแม่น้ำจินซาเจียง (แยงซีเกียง) ความลึกโดยวัดจากระดับผิวน้ำไปจนถึงยอดเขาซานจือโต่ว ถึง 3,786 เมตร มีแก่งน้ำเชี่ยว 18 แก่ง น้ำตก 3 แห่ง รวมระยะทางทั้งสิ้นประมาณ 28 กม.

โตรกหรือหุบเขานี้ตั้งอยู่ตรงรอยต่อของภูเขาสูงอย่างภูเขาหิมะมังกรหยก กับภูเขาหิมะฮาปา ซึ่งทั้งสองแห่งมีความสูงกว่า 5,000 เมตร และใช้เวลากัดเซาะจะเกิดเป็นหุบลึกเป็นเวลาหลายล้านปี
สาเหตุที่ได้ชื่อว่าเป็นหุบเขาเสือกระโจน เพราะจุดที่แคบที่สุดวัดได้ 20 เมตร จนเสือสามารถกระโจนข้ามสายน้ำในแก่งได้
การเข้าชมหุบเขาเสือกระโจน หากไม่สามารถเดินได้ ก็ใช้บริการเกี้ยวให้คนหามไป-กลับ ประมาณ 60 หยวน เส้นทางเดินลงเป็นบันไดที่เซาะจากผาหิน นับได้เป็นร้อยขั้น ระหว่างทางมีร้านขายของที่ระลึกมากมาย มีเด็กแต่งกายชาวเผ่าต่างๆ มาชวนถ่ายรูปแลกกับเงิน 1 หยวน แถมมีจามรีให้เช่าถ่ายรูปด้วย
พอลงมาเบื้องล่างจะมีลานกว้างให้ยืนชมสายน้ำไหลเชี่ยวกรากซอกซอนมาจนถึงโตรกเสือกระโจน ซึ่งบริเวณนั้นจะมีก้อนหินมหึมากั้นขวางกลางแก่งน้ำไว้ ทำให้สายน้ำที่ไหลมากระแทกกับหินอย่างแรงและไหลอ้อมหินไป
อากาศบริเวณนี้จะค่อนข้างเย็น เพราะแรงลมที่พัดมาตามช่องเขา และมีละอองน้ำกระเซ็นไปทั่ว ขากลับก็จะต้องเดินไต่ระดับขึ้นมาทางเก่า
ภูเขาหิมะมังกรหยก (Yulong Xueshan - Jade Dragon Snow Mountain)

http://math.ucsd.edu/~lcheng/chinapics/jadedragonsnowmountainwhite.jpg
ภูเขาหรือเทือกเขาหิมะมังกรหยก เป็นเทือกเขายาว 35 กิโลเมตร กว้าง 12 กิโลเมตร มียอดเขาสูงปกคลุมตลอดปีถึง 13 ยอด เป็นแหล่งของพืชพันธุ์นานาชนิด ประมาณว่าครึ่งหนึ่งจาก 13,000 ชนิดที่พบในยูนนานถูกค้นพบที่นี่ โดยเฉพาะดอกอะเซเลีย พริมโรส ลิลลี่ คาเมลเลีย ส่วนสมุนไพรที่ขึ้นชื่อคือ ตังฉั่งเช่า หรือตงฉงเฉ่า (Dong Chong Cao)
การเดินทางสามารถนั่งกระเช้าไฟฟ้า ประมาณ 45 หยวน ไปถึงระดับความสูง 3 ระดับ ระดับสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 4,250 เมตรเป็นจุดชมธารน้ำแข็ง
บึงมังกรดำ (Black Dragon Pond)

บึงมังกรดำอยู่ภายในอุทยานยวี้เฉวียน เคยเป็นพระตำหนักแปรพระราชฐานของฮ่องเต้เฉียนหลง ในอดีตหลายร้อยปี บึงนี้เป็นบึงธรรมชาติมีการเล่าขานกันว่า ชนเผ่านาซีได้เห็นมังกรดำโผล่ขึ้นมาจากบึงแห่งนี้ ปัจจุบันภายในอุทยานนี้ได้รับการปรับปรุงเป็นสวนสาธารณะที่สวยงาม มีศาลาพักผ่อนแบบเก๋งจีน สองข้างทางร่มรื่นด้วยต้นเกาลัด เหมาะเป็นที่พักผ่อนอย่างยิ่ง
ตลาดสี่เหลี่ยม (Si Fang Jia)
เป็นตลาดกลางแจ้งบริเวณจตุรัสกลางเมืองเก่า จุดบรรจบของถนนทุกสาย เป็นที่รวมของสินค้านานาชนิด ทั้งที่เป็นของใช้ประจำวัน อาหาร สินค้าพื้นเมือง และของที่ระลึก เช่นภาชนะทำจากทองเหลืองและทองแดง ผักผลไม้สดและแช่อิ่ม สร้อยลูกปัดร้อยจากหิน แก้ว และพลาสติก ผ้าปักนาซีทั้วเก่าและใหม่ ไม้แกะสลักและชา
ต้าหลี่ (Dali)
เมืองต้าหลี่อยู่ทางตะวันตกของทะเลสาบเอ๋อไห่ (Erhai Lake) บนความสูง 1,900 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล มีเทือกเขาชางซาน (Cangshan Mountain Range) ทอดตัวอยู่เบื้องหลัง ผู้คนในเมืองส่วนใหญ่เป็นชนเผ่าไป๋ ตั้งรกรากแถบนี้มากว่า 3,000 ปีแล้ว
สถานที่เที่ยวสำคัญ :
วัดฉ่งเชิ่ง

เป็นที่ตั้งเจดีย์ 3 องค์ อันเป็นสัญลักษณ์ของเมือง เจดีย์ทั้งสามไม่ได้สร้างพร้อมกัน องค์กลางซึ่งสูง 70 เมตร สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ถัง (สมัยอาณาจักรน่านเจ้า) ซึ่งเชื่อว่าโลกเป็นผืนดินสี่เหลี่ยม ด้านข้างอีก 2 องค์สร้างสมัยราชวงศ์ซ้อง สูง 43 เมตร เป็นทรงแปดเหลี่ยม เพราะสำหรับคนจีนแล้วแปดเหลี่ยมถือว่าเป็นวงกลม
โรงถ่ายภาพยนตร์
โรงถ่ายละครชื่อดัง 8 เทพอสูรมังกรฟ้า จากบทประพันธ์อันลือลั่นของกิมย้ง ซึ่งใช้สถานที่ของเมืองต้าหลี่เป็นที่ถ่ายทำ
ภาพเมืองต้าหลี่ http://www.terragalleria.com/asia/china/dali/dali.html