
เรื่องดองข้ามปีตอนไปเที่ยวจิวไจ่โกว โดนบังคับให้เขียนให้จบ เพราะจะมีคนไปเที่ยวกันปีนี้เยอะ เอาก็เอา

ไหนๆ ก็ดองจนเกือบปีแล้ว เขียนต่อให้จบเลยละกัน จะได้เป็นข้อมูลสำหรับผู้ที่อยากจะไปในปีนี้
24 ตุลาคม 2549 (อายจริงๆ)
อย่างที่บอกไว้ว่าวันนี้มีกำหนดไปเขื่อนตู่เจียงเยี่ยน ออกจากโรงแรมเม่าเซี่ยนอินเตอร์แต่เช้า เมืองเม่าเซี่ยนเป็นเมืองเล็กๆ ที่ต้องแวะระหว่างทาง มีชื่อเรื่องของแอปเปิ้ลว่าอร่อยมาก พี่ไกด์ไทยที่น่ารักก็แวะซื้อมาเป็นลังแจกกันทานบนรถ กินจนหน้าจะเป็นแอปเปิ้ลเลย ระหว่างทางก็เป็นชนบทธรรมดาทางไม่โหดเหมือนแถวจิวไจ่โกวหรือหวงหลงแล้ว มาถึงเขื่อนตู่เจียงเยี่ยนก็บ่ายแล้ว เขื่อนชลประทานตูเจียงเอี้ยน เป็นโครงการชลประทานโบราณบนลำน้ำหมินเจียง (เขตต้นน้ำของแม่น้ำแยงซีเกียง) ใกล้ที่ราบลุ่มฝั่งตะวันตกของเมืองเฉินตู เป็นเขื่อนโบราณที่สุดที่มีอายุประมาณ 2,250 ปี ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าวิศวกร 2000 กว่าปีก่อนจะคิดได้ขนาดนี้

รายละเอียดเขื่อนตู่จิงเยี่ยน ดูได้ที่ http://www.manager.co.th/china/ViewNews.aspx?newsID=9470000078492 ขอบอกเว็บไซท์นี้ดีมากๆ สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปเที่ยวเมืองจีน
นอกจากจะได้ชมเขื่อนที่มีขนาดใหญ่สร้างมาแต่โบราณแล้ว ถ้าเดินข้ามสะพานแขวน ซึ่งเค๊าว่ากันว่าถ้าคู่รักเดินข้ามผ่านไปได้ จะรักกันตลอดไป (ไม่รู้โดนไกด์อาปินจอมกะล่อนหลอกรึป่าวนะ เค๊าบอกมาอย่างนี้อะ) บางคนเวลาเดินจะกลัว เพราะสะพานจะโยกมาก เห็นหลายคนเกาะเชือกกันไปตลอดทาง ยิ่งเดินช้ายิ่งเวียนหัว ขอแนะนำ เดินจ้ำๆ ให้ถึงฝั่งโน้นให้เร็วเป็นดีที่สุด แต่ก็ต้องระวังอย่าเสียหลักล้มซะก่อนล่ะ อายเค๊าแย่เลย อิอิ อ้อ ! ค่าเข้าชมเขื่อนประมาณ 60 หยวน (เอา 5 คูณ เหมือนเดิม) และที่สำคัญมีของที่ระทึก (เรียกตามอาปิน) ขายตลอดทาง แน่นอน คนไทยมีต่อมช่างชื้ออยู่แล้ว จากเวลานัดหมายก็เลยออกไปเพราะของที่ระทึกเอ๊ยระลึกเหล่านี้ ตัวเองไม่ได้ซื้ออะไรมาก (จะเชื่อป่าว) ได้หนังสือเกี่ยวกับเขื่อนเล่มโตๆ มา 1 เล่ม มาทริปนี้ซื้อหนังสือจนกระเป๋าเดินทางแทบขาด ชอบๆๆๆ
จริงๆ วันนี้พอเสร็จจากเขื่อนก็จะเข้าพักโรงแรมเลย ผิดกับวันอื่นๆ ที่กว่าจะถึงก็ค่ำ วันนี้อาปินกะว่าเข้าโรงแรมซัก 4 โมง คงจะไปนวดต่อ (ว่าเข้านั่น) แต่ลูกทัวร์ก็พากันเพลิดเพลิน จนไกด์ยืนหน้างอรออยู่ตรงทางออก เสร็จจากเขื่อนก็ตรงเข้าโรงแรม ด้วยความที่อยู่เฉยๆ กันไม่ได้ ก็เลยพากันออกมาเดินเล่นชมวิว

ข้อพึงระวัง หากเห็นของเล่นที่เป็นแม่เหล็กคู่ เอาไว้ให้โยนแล้วดูดกันได้ โปรดอย่าหลงซื้อเป็นเด็ดขาด ไอ้เราก็ไม่รู้ว่าเค๊าเอาไว้ทำอะไร เห็นคนซื้อมาเป็นของฝากกันเพียบ หน้าตาเป็นแม่เหล็กคู่นึงสามารถประกบกันได้อะ เอาไว้โยนเล่น ถ้าซื้อมาก็เตรียมแทงบัญชีสูญได้เลยเพราะไม่ผ่านสนามบินไม่ว่าจะโหลดเข้าท้องเครื่องหรือใส่ Handbag เห็นผู้โดยสารต้องทิ้งกันทั้งสนามบินเลย แล้วก็คงเก็บมาขายต่อนักท่องเที่ยวเหยื่อรายต่อๆ ไป 55
25 ตุลาคม 2549
ออกจากโรงแรมที่พักที่เฉินตู Water อะไรซักอย่าง จำไม่ได้ โรงแรมในเมืองใหญ่ๆ ก็ดี มีที่ให้เล่น Internet ได้ตลอด ส่วนใหญ่ค่าบริการ Internet ก็แตกต่างกันไปแต่ละโรงแรม เฉลี่ยประมาณชั่วโมงละ 5 หยวน ระหว่างทางแน่นอน ตามธรรมเนียมที่ต้องแวะซื้อของ คราวนี้แวะร้านคริสตัล ไม่รู้จริงหรือเก๊ แต่ขอบอก ราคาน่ะ ต่อๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เข้าไว้ จาก 400-500 หยวน ก็จะเหลือประมาณ 100 หยวน แม้จะเป็นร้านของรัฐบาลก็ต่อราคาได้นะ
เนื่องจากวันนี้กำหนดการสบายๆ คือแวะชมหลวงพ่อโตเล่อซานแห่งเดียว อาปินก็เลยแวะพา shopping เต็มที่ แน่นอน ของที่ขาดไม่ได้สำหรับคนไทยคือ บัวหิมะ พอมาถึงก็จะถูกพาเข้าห้องไปฟังเลคเชอร์จากเภสัชกรที่พูดไทบคล่องปรื๋อ อธิบายสรรพคุณเสร็จสรรพครบทุกยา จริงๆ ไม่ต้องอธิบายคนก็รอเข้าคิวซื้อกันแล้ว เพราะเห็นรายการฝากซื้อกันยาวเหยียด แต่ที่บ้านห้ามเด็ดขาด เพราะกระปุกนึง 2 ปีแล้วยังไม่หมด เกะกะอยู่ในตู้เย็นอยู่เนี่ย ราคากระปุกละประมาณ 230 หยวน รู้สึกจะลดแล้วนะ แต่ซื้อกอเอี๊ยะมาฝากคุณพ่อเผื่อเวลาขับรถชอบปวดเมื่อยต้นคอ แต่ขอโทษราคา 200 หยวนนะคะ เอาน่ะ ยาจีนคงจะดีน่ะ shopping กันจนจุใจก็ได้เวลาเดินทางต่อ
หลวงพ่อเล่อซาน เป็นพระพุทธรูปสลักริมหน้าผาเล่อซาน สร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิถังเสวียนจงแห่งราชวงศ์ถัง ต้นรัชสมัยไคหยวนปี ค.ศ.713 โดยการเจาะสกัดหินบนเขาเป็นพระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาท หลังพิงเขา หันหน้าสู่แม่น้ำหมินเจียง มีความสูง 71 เมตร กว้าง 10 เมตร ใช้เวลาก่อสร้างนาน 90 ปี
ในการชมก็ใช้วิธีล่องเรือชมทางแม่น้ำ แล้วถ่ายรูปกับหลวงพ่อองค์ใหญ่แทน ระหว่างล่องเรือก็จะมีช่างถ่ายภาพถ่ายภาพเรากับหลวงพ่อ แล้วก็จ่ายเงินเค๊าไป นอกจากนี้ยังมีของที่ระลึกขายอีก อันนี้ชอบมากเป็นที่ทับกระดาษใสๆ เป็นองค์หลวงพ่อ จริงๆ เห็นร้านของที่ระลึกก่อนลงเรือแล้ว แต่ไม่เห็นที่ทับกระดาษอันนี้ ทุกคนก็ตกลงกันต่อราคา เพราะซื้อกันเกือบหมดทุกคน ได้ราคา 10 หยวน ดีใจกันถ้วนหน้า พอลงจากเรือแวะซื้อของที่ระลึกตามร้านขายต่อ ราคา 5 หยวน เลยซื้อเฉลี่ยซะเลยด้วยความเจ็บใจ แต่แลกมากับน้ำหนักบานเบอะ
วันนี้ check in โรงแรมเร็วอีกเช่นเคย อยู่เชิงเขาเอ๋อเหมยซานเลย ชื่อโรงแรม Emei Shan Grand Hotel แน่นอน ข้างนอกมีร้านขายของเพียบ เดินชมสินค้ามีทั้งชุดจีน รองเท้าจีน แต่ที่อยากได้มากๆ คือหนังสือ ได้หนังสือเกี่ยวกับจิวไจ่โกว หวงหลง พร้อมดีวีดีอีกเพียบ หนังสือภาพเค๊าสวยๆ ทั้งน้าน พอหิ้วกลับโรงแรมทานข้าวเย็นเอามาอวดกัน ได้เรื่องทุกคนก็ให้พาไปซื้อหน่อย คราวนี้ก็มามารุมมาตุ้มอยู่ร้านเจ๊คนนี้ซื้อเพียบ แต่ต้องดูดีๆ ว่าเนื้อหาเป็นภาษาอังกฤษหรือจีน ได้ของกันถ้วนหน้านอนหลับฝันดีทั้งคืน

กลางคืนแอบดอดมาเล่น Internet อีกตามเคย และได้เดินไปถ่ายรูปกลางคืนเชิงเขาเอ๋อเหมยซานนิดหน่อย
26 ตุลาคม 2549
วันนี้เป็นวันที่มีโปรแกรมน่าสนใจอีกวัน หลังจากชมจิวไจ่โกว และหวงหลงแล้ว มรดกโลกแห่งอื่นๆ ดูด้อยไปถนัดตา แต่วันนี้มรดกโลกแห่งนี้ เอ๋อเหมยซาน หรือ Emei Shan เป็น a must ที่ต้องไปชมอีกแห่ง นึกถึงสำนักง้อไบ๊แหละ ที่นี่ก็คือง้อไบ๊
เขาเอ๋อเหมยซาน หรือเรียกอีกชื่อว่า ต้ากวงหมิงซัน ‘เทือกเขาแห่งแสงสว่าง’ เป็นหนึ่งในสี่ขุนเขาใหญ่ที่เป็นรากฐานของพุทธศาสนาในจีน ตั้งอยู่ทางตอนกลางส่วนใต้ของมณฑลเสฉวน บนพื้นที่คาบเกี่ยวระหว่างที่ราบสูงทิเบต กับที่ราบแอ่งกระทะเสฉวน เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดโดยมีความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 3,099 เมตร เป็นที่ประดิษฐานของพระโพธิสัตว์ผู่เสียนองค์ใหญ่
จำได้ว่าอ่านหนังสือท่องเที่ยวเพิ่งมีพิธิเบิกพระเนตรพระโพธิสัตว์อย่างยิ่งใหญ่ เมื่อประมาณเดือนกรกฎาคมปีทีแล้วแหละ และได้เชิญสื่อมวลชนมาทั่วโลกเลย
รายละเอียดของเอ๋อเหมยซาน อ่านได้ใน http://www.manager.co.th/china/ViewNews.aspx?newsID=4612507302165
อาปินเล่าให้ฟังว่าเหตุผลที่นักท่องเที่ยวขึ้นมาชมเอ๋อเหมยซาน เนื่องจากต้องการมาชมพระอาทิตย์ทรงกลด ซึ่งจะมีปีละ 60 ครั้ง มาชมโคมไฟศักดิ์สิทธิ์ คือหิ่งห้อยที่มาเข้าเฝ้าพระโพธิสัตว์ มาชมพระอาทิตย์ขึ้น ทะลหมอก ลิงขนทองซึ่งเป็นสัตว์ล้ำค้าของจีน 
วิธีการขึ้นบนจินติ่งหรือง้อไบ๊ทำได้โดยการขึ้นกระเช้า แต่ก่อนอื่นต้องลงจากรถเพื่อมาทำบัตรเข้าชม มีรูปถ่ายเราติดด้วยนะ เก๋ไปอีกแบบ ค่ากระเช้าขาขึ้นประมาณ 70 หยวน กระเช้านึงนั่งได้แค่ 2 คน ที่สำคัญคือกระเช้าจะไม่จอดนิ่งๆ ให้ขึ้น แต่จะตีโค้งลงมาจากข้างบน และมาชะลอใกล้ๆ บริเวณที่เราจะขึ้น ดังนั้นผู้โดยสารต้องเตรียมตัวให้ดี พอกระเช้ามาก็กระโดดตุ๊บเข้าไปก่อนคนแรก คนที่สองจะต้องยืนห่างมาอีกระยะ เมื่อกระเช้าผ่านก็กระโดดตาม เป็นอันเสร็จพิธี สิ่งที่จะแนะนำสำหรับตากล้องทั้งหลายคือเป้ ประตูกระเช้าแคบมั่กๆๆๆๆๆ ให้ถือเป้ไว้อย่าแบกไว้ด้านหลัง มิฉะนั้นอาจติดอยู่ที่ประตูเข้าไม่ได้นะ อีกประการคือต้องไว ถ้าพลาดกระเช้าแรกก็ไม่เป็นไร ขึ้นกระเช้าถัดไปได้ พอถึงยอดเขาก็วิธีเดียวกัน กระโดดลงมาทีละคน อย่าพลาดละทีนี้ ไม่งั้นกระเช้าก็จะวนลงมาข้างล่างอีกรอบไม่รู้นะ
เมื่อกระเช้าจอดให้ลงแล้ว ไม่ใช่จะถึงบริเวณวัดหรือบริเวณพระโพธิสัตว์เลย ต้องเดินขึ้นไปอีกไกลพอสมควร ยังแปลกใจที่ผู้สูงอายุ หลายๆ คนอุตส่าห์มาเพื่อมากราบไหว้ องค์พระโพธิสัตว์แห่งนี้ เพราะหนทางไม่ใช่มาง่ายๆ ลองนึกภาพแค่กระโดดขึ้นกระเช้าก็น่ากลัวแล้ว

แต่เมื่อได้ขึ้นไปชมความงามข้างบนแล้ว ความเหน็ดเหนื่อยจะหายเป็นปลิดทิ้ง เพราะทิวทัศน์งามมากและยิ่งองค์พระโพธิสัตว์ยิ่งน่าทึ่งมาก ความสูงระดับ 3000 เมตร แรงงานคนสามารถทำได้ทุกอย่าง ระหว่างทางจะเห็นภาพคนงานจีนแบกหินแบกปูนจนหลังแอ่น เวลายืนพักต้องใช้ไม้ค้ำไว้ และเป็นโชคดีของคณะที่มาถึงแล้วฟ้าเปิด ปกติพี่ไกด์คนไทยบอกว่าจะมีหมอกลงตลอด ไม่เคยได้เห็นฟ้าเปิดขนาดนี้เลย ถ่ายภาพกันยังไม่จุใจ ไม่นาน หมอกก็ค่อยๆ ทะยอยมาปิด จนมองไม่เห็นอะไรเลย โชคดีจริงๆ ถ่ายรูปได้เยอะแล้ว จากนั้นก็แย่งกันทานอาหารกันที่ภัตตาคารบนนั้น ที่บอกว่าแย่งเพราะทุกทัวร์พากันมาหมด แย่งโต๊ะ แย่งกันวุ่นวาย ขาลงจะต้องเดินจากจุดจอดกระเช้าไปที่จอดรถไกลพอสมควร อ้อ ค่าเข้าชมคนละ 120 หยวน
จากนั้นก็เดินทางต่อไปวัดว่านเหนียง ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่อีกแห่ง อิอิวัดนี้มีป้ายภาษาไทยบอกด้วยนะ อ้อ! ต้องนั่งกระเช้าไปอีกรอบแต่กระเช้ากว้างใหญ่ นั่งได้หลายคน วัดว่านเหนียงมีลิงเยอะมากขอบอก ระหว่างทางเดินต้องคอยระวังขวดน้ำของเราหรืออะไรก็ตามที่พกไป เพราะลิงจะวิ่งมาฉกเอาไปดื้อๆ
ความที่วัดนี้อยู่บนเขาอีกเช่นกัน ไกด์ก็จะพาเดินทางลัดจากกระเช้าไปเข้าวัด และนัดแนะเจอกันตรงหน้าทางลัด ด้วยว่าไม่ประทับใจวัดที่มีลิงเยอะ เมื่อไหว้พระเสร็จก็เดินลงมากับพี่ในคณะคนนึงมารอตรงจุดนัดหมายก่อน ระหว่างนั้นก็ถ่ายภาพเด็กชาวเขาบ้าง คอยดูลิงแย่งของคนที่บันไดบ้าง (โชคดีตอนเดินลงมามีเจ้าหน้าที่เอาไม้ไล่อยู่) รออยู่กับพี่เค๊านานมากจนผิดสังเกต พี่เค๊าก็เลยบอกว่าจะขึ้นไปดูให้ พี่ผู้ชายคนนี้แข็งแรงมากอายุ 60 กว่าแล้วไปเดินหวงหลงด้วยกันสบายๆ แกก็เดินขึ้นบันไดไปดู ซักพักก็หายไปเลย อีกแป๊บอาปินไกด์จีนก็ตะโกนโหวกเหวกลงมาจากข้างบนว่าให้ขึ้นมา เรามายืนรอผิดที่แล้วเลยจุดนัดพบไปแล้ว คนอื่นเค๊าลงเขากันไปหมดแล้ว เอ้าซวยละสิเรา เป็นตัวช้าสุดหรือเนี่ย ทั้งๆ ที่ออกมาก่อน ทั้งไกด์ไทยไกด์จีนตามหาเรากับพี่เค๊าซะทั่ววัดเลย ตอนนี้ไกด์ไทยกะพี่เค๊าไปรอที่กระเช้าแล้วให้รีบขึ้นมา แต่จะขึ้นไปได้ไงอะ
ลิงมันรออยู่ตรงบันได ระหว่างทางไปหาไกด์เลย ก็บอกไม่กล้าไปกลัว เค๊าก็เลยให้เราเดินจากจุดที่ยืนเข้าไปในทางเดินป่า เพื่ออ้อมขึ้นไปหาเค๊า แต่ระยะทางไกลพอสมควร เอาวะไกลก็ไกล ดีกว่าเจอลิง เดินคนเดียวเหมือนเดินป่า เหลียวรอบตัวตลอดเพราะเค๊าเตือนว่าวัดนี้มีลิงเยอะให้คอยระวัง ถ้ามันโผล่มายิ่งมหาซวยเพราะเดินอยู่คนเดียว ได้แต่จ้ำพรวดๆ อ้อมทางแล้วเดินย้อนกลับขึ้นไปหาไกด์ 2 คน กะพี่เค๊าที่รออยู่ นั่งกระเช้ากันลงมา มาถึงก็ต้องมาขอโทษขอโพยคณะเพราะทำให้เค๊าเสียเวลา แต่อย่างที่บอก คณะนี้เค๊าน่ารัก ทุกคนก็เป็นห่วงกลัวจะเพลิดเพลินกับการถ่ายรูปจนหลงป่า 55
กลับจากวัดต้องรีบซิ่งไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้จากโรงแรม Emei Grand Hotel แล้วตีรถเข้าเฉินตูทานข้าว แล้วรอชมระบำเปลี่ยนหน้ากาก Highlight อีกอย่างที่ต้องชมให้ได้ ระหว่างรอการแสดงก็แวะ shopping ดูของที่ระลึก แต่ไม่ซื้อแล้ว เพราะพรุ่งนี้เป็นวัน shopping ตลาดใต้ดิน อดใจไว้ก่อน
การแสดงระบำเปลี่ยนหน้ากากงดงามมาก มีศิลปะหลายชุด แต่อย่างที่บอกคือชุดเปลี่ยนหน้ากาก แค่เค๊าหันหน้าหันหลังหน้ากากก็เปลียนแล้ว แถมไม่ใช่แค่หน้ากากนะ เปลี่ยนเป็นหน้าคนจริงๆ ก็มี เห็นว่าใครมาขอเรียนขอซื้อลิขสิทธิ์ก็ไม่ได้ ชอบจริงๆ การแสดงชุดนี้ ยังลงมาเปลี่ยนหน้ากากตรงที่นั่งคนดูด้วยนะ ไม่รู้ทำได้ไง จบการแสดงก็กลับเข้าพักโรงแรม Water Hotel อีกเช่นเคย คืนสุดท้ายแล้วกะทริปมรดกโลก 27 ตุลาคม 2549

วันสุดท้ายที่เฉินตู ตื่นมาก็ Buffet อาหารจีนอย่างอิ่มหนำสำราญ จากนั้นก็ไปที่เที่ยวแห่งสุดท้ายคือศาลเจ้าสามก๊ก หรือ Wuhou Temple ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นตำนานเรื่องสามก๊กก็ว่าได้ ใครอยากเห็นภาพงามๆ อาวุธต่างๆ ก็เก็บไว้ที่นี่ และยิ่งถ้าได้ไกด์เก่งๆ เล่าเรื่องยิ่งสนุกใหญ่ นอกจากนี้ยังมีสุสานของ 2 มเหสีของเล่าปี่ด้วย ระหว่างทางฟังอาปินเพลิน เค๊าบอกให้เอามือแตะกำแพงดู เป็นความเชื่อ ไอ้เราก็พาซื่อเอามือทาบไปบนกำแพงแดง มืองี้แดงไปหมด เสียรู้โดนหลอกประจำ ระหว่างชมศาลเจ้า มีพี่คนนึงในคณะเค๊าเดินมาแตะเป้ที่แบกมาตลอดทริปด้วยความสงสัย ไหนๆ ก็วันสุดท้ายแล้ว เค๊าก็ขอจับหน่อยว่ามันหนักไม๊ พอยกเป้ให้เท่านั้นแหละ ร้องโวยวายตกใจ ก็เป้กล้องอะ ทำไมจะไม่หนัก พี่เค๊าถามน้องแบกตลอดได้ไงเนี่ย คิดดูไม่ว่าต้องเดินขึ้นเขาลงห้วยไกลแค่ไหน ไกด์บอกให้เอากระเป๋าทุกอย่างไว้ในรถ พกแต่เงินกับ Passport ก็จะมียายบ้าคนนึงหอบเป้ลงไป แถมบางทีขาตั้งด้วยนะ คราวนี้คนในทริปคงรู้แล้วว่านี่แหละบ้าของจริง เค๊าบอกน้องแข็งแรงจังเลยแบกตลอดเวลา โถพี่ขา หนูก็อยากจะทิ้งอะค่ะ แต่ของข้างในมันแพง แถมถ้าไม่มีกล้อง ก็ไม่มีภาพ ไม่มีภาพก็ไม่รู้จะมาทำไมไม่ต้องเสียเงินมาทัวร์ ซื้อหนังสือภาพดูก็ได้ ทั้งทริปมีกล้อง DSLR ตัวเดียวจริงๆ นะ นอกนั้น compact ล้วน อิอิ แต่ภาพไหงมันไม่ค่อยจะต่างกันเท่าไหร่อะ
เมื่อจบทริปเที่ยว ก็แวะทานอาหารกลางวันขึ้นชื่อเป็นร้านประมาณสมุนไพร คนเพียบ แต่ก็รู้สึกงั้นๆ เพราะใจนะเตรียมจะกินส้มตำแล้ววันรุ่งขึ้น และแล้วเวลารอคอยก็มาถึง รถบัสพาไปส่งที่ตลาดใต้ดินแหล่งสินค้าขึ้นชื่อ คราวนี้ไม่มีซะล่ะถ่ายรูป เก็บสนิท shop อย่างเดียว พี่ไกด์ไทยเตือนนักเตือนหนาว่าอย่าเพิ่งซื้ออะไรร้านแรกให้เดินให้ทั่วก่อน เอาวะ ต้องทำตาม เจอร้านแรกมีที่คั่นหนังสือเป็นภาพสวยๆ ของจีน สวยมากกกกกกกกกกกก เค๊าบอกอันละหยวน (จากที่ตอนไปดูก่อนชมการแสดงเปลี่ยนหน้ากากเค๊าบอก 5 หยวนก็เกือบซื้อแล้ว) ตัดใจต่อราคา เค๊าก็ไม่ลด พวกเราก็เดินผ่านไม่ใยดี เดินไปก็เจอพี่ๆ ในคณะที่เป็นผู้ชายก็เล่าให้เค๊าฟังเรื่องราคา จากนั้นก็เดินดูอย่างอื่นต่อไปเรื่อยๆ ได้ของมาในราคาประมาณ 1 ใน 3 หรือ 1 ใน 4 ของที่เค๊าบอก เราทำท่าไม่เอาเดี๋ยวเจ๊แกก็วิ่งมาฉุดเราไปเองแหละ
เดินไปเดินมาเจอหนังสือจิวไจ่โกว ดีวีดี ราคาถูกว่าที่ซื้อมาเยอะ เอาเถอะ ซื้อมาแล้ว เผื่อที่นี่ไม่มีเดี๋ยวจะอด แต่ในใจนึกว่าเซ็งชะมัด ซื้อของเมืองจีนนี่ยากจริงๆ เดินจนทั่วตลาดที่คั่นหนังสือก็ไม่มี จำต้องกลับไปเอาร้านแรกสุด 1 หยวนที่ผ่านมา พอกลับมาเจ๊แกไม่คิด 1 หยวนแล้ว แกคิด 1.6 หยวน
แกคงนึกเล่นกะใครไม่เล่น เอา 1.6 หยวนก็จะเอา แต่ที่ไหนได้ หนุ่มๆ ที่เดิน shopping เร็วกว่ามากวาดไปเกือบหมดร้านเลย เหลือเลือกไม่กี่อัน อยากจะร้องไห้
เซ็งสุดขีด ซื้อของกันเสร็จก็กลับมาที่จุดนัดพบคือใน Lobby โรงแรมบริเวณนั้น เพื่อรอรถมารับไปทานข้าว ระหว่างนั้นก็เจอทัวร์คนไทยอีกกลุ่ม มีคนเป็นลมชัก รู้สึกจะเป็นความดัน เค๊าวิ่งมาถามว่ามีใครเป็นหมอบ้างไม๊ เพราะคนไทยคนนั้นไม่สบายแถมไปขึ้นที่สูงมาอีก แล้วรู้สึกล้มหัวฟาดในห้องน้ำโรงแรม พี่ๆ ในคณะก็เข้าไปช่วยทำที่จะทำได้ ในที่สุดก็ลงเอยที่รถพยาบาล และมาทราบว่าเค๊าก็ยังไม่ได้กลับเมืองไทยพร้อมคณะ การเที่ยวยังไงต้องดูสภาพตัวเองก่อนอย่าฝืน เพราะบางครั้งมันไม่คุ้มกัน (อันนี้พูดเตือนตัวเอง เพราะจะไปแชงกรี-ล่าเดือนหน้า)
ทุกคนในคณะต่างพากัน happy กะของที่ซื้อ อวดกันสนุกสนาน อาปินก็พาไปร้านนวดต่อ คราวนี้รู้แกวไม่นวดล่ะ ดูเค๊านวดก็พอ นวดคือนวดเท้านะคะอย่าเข้าใจผิด ใครอยากให้นวดเดี๋ยวก็มีคนมานวดฝ่าเท้าให้ แถมมีหมอมาแมะ บอกเป็นโรคร้อยแปดพันเก้า ต้องซื้อยาร่วม 7-8000 บาท เห็นใครๆ โดนกันมาแล้วทั้งนั้น คณะนี้เคี่ยวหน่อย ไม่ซื้อซักอย่าง สงสารอาปินไม่ได้อะไรเลยอิอิ
แวะร้านชา แน่นอนมีสาวมาชงชาให้ชิม จนลิ้นด้านเพราะไม่รู้ชาอะไรเป็นชาอะไร แต่ที่ดีๆ คือชาประมาณชืออายุวัฒนะ หรืออะไรทำนองเนี้ย เพราะคุณอาเค๊าจะซื้อกินประจำ เห็นว่าความดันลด ไม่รู้จริงเท็จแค่ไหน แต่สาวๆ ก็ต้องชาอีกแบบดื่มแล้วผิวพรรณสวย แต่ก็อีกแหละ ไม่ค่อยซื้อกัน
ที่ซื้อเยอะคือลูกพลับ กะเกาลัดซองเหลืองๆที่กรุงเทพฯ ขาย 3 ห่อ 100 แหละ ทางโน้นถูกกว่านิดหน่อยแต่ต้องซื้อถึง 50 ถุง ส่วนลูกพลับก็กล่องละ 5 กิโล แงๆ จำราคาไม่ได้ ต้องไปค้นดูก่อน เพราะจดไว้หมดแหละ
จากนั้นก็ไปทานข้าวเย็นแล้วก็บึ่งรถไปสนามบิน ระหว่างทางก็จะเก็บค่าทิปให้คนขับรถและไกด์ด้วย ที่แสบคือคนขับหาว่าให้น้อยไป พี่ไกด์คนไทยเลยควักกระเป๋าจ่ายเพิ่มไปให้ ไม่งั้นเดี๋ยวแกจะเอาเราไปทิ้งกลางทางซะ
พอมาสนามบินเฉินตู ก็ตัวใครตัวมัน ทั้งของที่ shopping มาจากตลาดใต้ดิน ทั้งลูกพลับ เกาลัด อะไรต่ออะไร ต้องมาจัดใส่กระเป๋า เขียนชื่อติดให้ชัดเจน เพราะทัวร์ไทยประมาณล้านเจ็ดสิบเอ็ดแสนกล่องเหมือนกันหมด แถมมีการถามข้ามทัวร์ด้วยนะว่าราคาเท่าไหร่ ปรากฏว่าของเราถูกกว่าเพื่อน พอเข้าคิวจะเช็คกระเป๋ามีพี่คนไทยแอบกระซิบถามว่ามากะทัวร์อะไร ราคาเท่าไหร่ เค๊าไม่ประทับใจทัวร์เค๊าเลย เค๊าเห็นคณะเราสนุกสนาน พี่คนไทยเอาใจใส่ลูกทัวร์ตลอด เลยแอบจดเบอร์พี่เค๊าให้ไป เห็นว่าอาทิตย์นี้แกจะไปเชคกับพี่ไกด์ของเราด้วยซะแล้ว

ร่ำลา Local Guide หรือไกด์ท้องถิ่น ... อาปิน พร้อมทั้งให้ ปีเซียะ กะตุ๊กตาไปฝากลูกสาว คิดดูเพิ่งได้ลูกสาวไม่กี่วัน พ่อก็ต้องมาทำงานตะลอนๆ เหนื่อยอยู่ตั้งหลายวัน
28 ตุลาคม 2549
02.00 น. ถึงสุวรรณภูมิโดยสวัสดิภาพ
ที่ประทับใจทัวร์และคณะนี้คือลูกทัวร์ทั้ง 19 คน (คณะที่ไปมี 6 คน) แม้จะไม่รู้จักกันแต่ก็มีความเป็นกันเองมีเรื่องสนุกสนานแซวกันได้ตลอด ไกด์หรือหัวหน้าคณะคือพีอภิชาติก็เอาใจใส่ลูกทัวร์เป็นอย่างดี มีขนมปังให้กินได้ทุกวัน หอบจากเมืองไทย (ถ้าอยู่นานกว่านี้คงราขึ้นแล้ว) ทุกเย็นก็ไปหั่นพริกทำพริกน้ำปลาให้ลูกทัวร์ เวลาถึงสถานที่เที่ยวจะบอกมุมถ่ายรูปเสร็จสรรพ ว่าอย่าเพิ่งลงไปสุด ถ่ายจากมุมนี้สวยมาก (เห็นมะไกด์ดีออกประมาณเนี้ย) ส่วนอาปิน ไกด์กะล่อนที่น่ารัก ไม่คิดเอาเปรียบลูกทัวร์เหมือนบางทัวร์ บางทัวร์บังคับซื้อ Oxygen กระป๋อง 55 หยวน เพราะขู่ว่าขึ้นเขาจะเหนื่อย บางทัวร์ก็บังคับขายยา Energizer คือไม่ให้เหนื่อยง่ายเวลาอยู่บนที่สูง แต่อาปินไม่เคยบังคับ
ตอนนี้ก็ยังติดต่อกันอยู่ทาง MSN ชวนไปกุ้ยหลินเดือนพฤษภา เค๊าบอกว่าเดือนห้ากะเดือนสิบสวย แต่เผอิญติดไปแชงกรี-ล่ากะพี่อภิชาติซะแล้ว อาปินเป็นคนพื้นเพกุ้ยหลิน ใครอยากไปทัวร์ถามได้นะคะ แต่ต้องเดินทางจากเมืองไทยไปเอง แล้วต้องอย่างน้อย 16 คน ถึงจะได้ราคาถูกเป็นกรุ๊ปทัวร์
ส่วนโปรแกรมจิวไจ่โกวของพี่อภิชาติ เค๊าจัดทุกปี อยากได้โปรแกรมของปีก่อนไปดูก่อนได้ เพราะเค๊าจะเต็มตลอด ส่วนใหญ่พี่เค๊าจัดไม่เกิน 20 คน สำหรับแชงกรี-ล่า 6-14 พฤษภานี้ยังไม่เต็ม ติดต่อกับพี่เค๊าได้หมือนกันค่ะ รวมทั้งทัวร์ต่างประเทศอื่นๆ ด้วยนะคะ (ช่วยโฆษณา พี่เค๊าจะลดค่าทัวร์ให้มะเนี่ย 555)
อภิชาติทัวร์ โทร 0819350061
เย้จบอีกทริปแล้ว