หลังจากไปมาโครกันที่สวนหลวง ร.9 แล้ว ก็เกิดติดลม นัดกันต่ออีกวันคือวันนี้ (15 เมษายน 2550) ไปถ่ายวัดวาอารามกัน หลังจากคิดกันแล้วว่าไปทะเลคงร้อนมาก
ภาพสถาปัตยกรรมเป็นอะไรที่ขอบอกได้เลยว่าถ่ายไม่เป็น ไม่ใช่ไม่เข้าวัด (แบบตา 8meg ว่านะยะ
) ไปวัดบ่อย แต่ถ่ายภาพไม่เคยได้ดีเลย ครั้งนี้ตัดสินใจมาถ่ายวัดเพราะจะได้เป็นสิริมงคล และแถมได้ลองเลนส์ 10-22 ซักกะหน่อย
นัดกัน 8 โมงเช้าที่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินหัวลำโพง ด้วยความที่รถไม่มีเลยบนถนน เอารถไปจอดที่จอดรถของสถานีเพชรบุรี แล้วขึ้นรถไฟฟ้า มันเร็วกว่าเวลานัดเยอะ ตัดสินใจลงสถานีสามย่านกะแวะหม่ำโจ๊กถิ่นเก่าซะก่อน ที่ไหนได้ พอเดินออกมาดู โห.. ต้องข้ามถนนแล้วเดินไปอีกไกลมาก เวลา 15 นาทีคงไม่ทันแน่ ตัดสินใจหันหลังกลับไปขึ้นรถไฟฟ้าต่ออีกป้ายไปลงหัวลำโพง (เจ้าหน้าที่คงงง)
ถึงสถานีหัวลำโพงก็เกือบ 8 โมงแล้ว กะจะเดินไปหาอะไรหม่ำที่หัวลำโพงก่อน แต่เดินได้หน่อยรู้สึกทางออกไกลมาก เลยรออยู่ในสถานี ปรากฏว่า Tuangtuang (ตวง) มาก่อนไปหม่ำ
Black Canyon อยู่ที่หัวลำโพงแล้ว (อิจฉา) ส่วน 8meg มาทีหลัง ก็เลยให้ตวงเดินกลับมาเพราะต้องไปอีกฝั่งเพื่อนั่ง Taxi ไป วัดราชบพิธฯ กัน
พอขึ้นรถอุตส่าห์ถามโชเฟอร์แล้วว่ารู้จักทางไม๊ เพราะผู้โดยสารไม่รู้จักเลยซักคน โชเฟอร์ใจดีก็บอกว่ารู้จัก พาไปส่งวัดบพิธพิมุขเฉยเลย เมื่อมาผิดวัด ก็เลยวิทยุไปถามทาง รู้ว่าอยู่แถวคลองหลอด เลยพาวนรถเล่นพักนึงกว่าจะถึง
ใกล้จะ 9 โมงได้ละมั๊ง
ถ่ายรูปไป หิวก็หิว จนทนไม่ไหว
พอดีตวงคงสงสารเพราะเห็นบ่นหิวตั้งแต่เริ่มออกจากสถานีหัวลำโพงเลยบอกว่าเห็นร้าน Seven Eleven อยู่นอกวัด เลยขอพักออกมาหาอะไรหม่ำก่อน กองทัพต้องเดินด้วยท้อง โชคดีเจอร้านก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นอยู่ติดกัน เลยหม่ำกันเต็มที่ทั้ง 3 คน อร่อยมาก ...
เสร็จก็กลับไปถ่ายรูปต่อ 
วันนี้ฟ้าอย่างงาม แถมไม่มีคนสาดน้ำบริเวณใกล้เคียงด้วย เลยถ่ายรูปได้อย่างสบาย พอได้ภาพข้างนอกเสร็จก็เข้าไปในอุโบสถ โอ้โห งามมากกกกกกกกก เข้าไปไหว้พระ และก็เลยถือโอกาสถ่ายภาพอยู่นาน (จริงๆ หลบร้อนไปในตัว) ข้างในอุโบสถกว้างมาก แต่ด้วยความไม่อยากใช้แฟลช เลยซัด ISO ซะเป็นพัน
จากนั้นก็กลับมาร้อนต่อข้างนอก เก็บภาพเล็กน้อยก่อนจะกลับ เพราะใกล้เที่ยงแล้ว แสงแข็ง (ร้อนด้วยแหละ) นั่ง Taxi กลับมาหัวลำโพง คุณ 8meg ก็ยังไม่วายคว้ากล้องได้ภาพหัวลำโพงอีก ไอ้เราไม่ไหวแล้ว เก็บกล้องสนิทเตรียมหาอะไรหม่ำอีกแล้ว
อ๊อดแยกกลับไปก่อน เหลืออยู่ 2 คนกะตวง ก็เลยไปหาก๋วยเตี๋ยวทานเป็นเรื่องเป็นราว จากเดิมว่าจะแค่หาร้านกาแฟทาน บังเอิญร้านที่ตวงรู้จักขายบะหมี่เกี๊ยวปิด เลยไปร้านข้างๆ อาหารเค็มจริงๆ อิ่มแล้วก็กลับขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินต่อ แล้วแยกย้ายกันกลับบ้าน
ตามธรรมเนียมมารู้จักวัดราชบพิธฯ กันซักหน่อยก่อน
วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร
พระอารามหลวง ชั้นเอก วัดประจำัรัชกาลที่ ๕
บริเวณวัดนี้เดิมเป็นวังของพระบรมวงศ์เธอกรมหลวง บดินทร ไพศาลโสภณ วัดราชบพิธฯ เริ่มก่อสร้าง เมื่อ พ.ศ. 2412 (สมัยรัชกาลที่ 5) เสร็จในปี พ.ศ. 2413 แล้วนิมนต์พระสงฆ์จากวัดโสมนัสวรวิหารมาจำพรรษาอยู่ พร้อมกับอัญเชิญพระพุทธนิรันตรายมาประดิษฐานไว้ในพระอุโบสถ
วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร ร.๕ โปรดให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นวัดประจำรัชกาลของพระองค์ โดยสร้างเลียนแบบ ๒ วัดคือ วัดพระปฐมเจดีย์กับวัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมารามซึ่งเป็นวัดประจำรัชกาลที่ ๔
โดยภายในวัดแบ่งออกเป็น ๓ ส่วน คือ เขตพุทธาวาส เขตสังฆาวาส และเขตสุสานหลวง
ตัวพระอุโบสถภายนอกสถาปัตยกรรมแบบไทยแท้ ประกอบด้วยลวดลายกระเบื้องเคลือบเบญจรงค์รูปเทพประนม(มือ) ภายในเป็นสถาปัตยกรรมโกธิค พระประธานคือ พระพุทธอังคีรส ภายใต้พระประธานมิได้เพียงบรรจุพระสรีรังคารของ ร.๕ เพียงเท่านั้นยังบรรจุพระสรีรังคารของพระมหากษัตริย์พระองค์อื่น ๆ ด้วย
การวางตัวของพระอุโบสถกับพระวิหารเป็นแบบวัดพระปฐมเจดีย์ คือวางแนวทิศตรงกันข้าม โดยด้านข้างจะมีทางเข้าไปในรอบ ๆพระเจดีย์ ข้างในพระเจดีย์มีพระพุทธรูปปางนาคปรกอยู่ด้วย ซึ่งเล่ากันมาว่าขุดพบใต้ต้นตะเคียนริมคลองหลอด ซึ่งเชื่อกันว่าคนที่อยากมีลูกมาขอพรก็จะมีลูกสมใจ ภายในพระเจดีย์ยังมีทางขึ้นไปบนฐานเจดีย์ด้วย ในอดีตสามารถมองเห็นภูเขาทองได้ด้วย
ศิลปกรรมที่สำคัญในวัดได้แก่ บานประตู และหน้าต่างของพระอุโบสถที่มีลายไทยลงรักประดับมุก เป็นรูปดวงตราครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่าง ๆ สวยงามมาก
ผู้ร่วมทริป : Tuangtuang (ตวง) และ 8meg (อ๊อด)