ได้ไปอ่านเจอบทความดีๆ อันนึงเข้า ซึ่งข้อมูลนี้อาจเคยมีคุณหมอหลายๆ ท่านได้เขียนไว้แล้ว อันนี้บังเอิญไปอ่านจาก ISMM หรือ International Society for Mountain Medicine ซึ่งแน่นอนบทความนี้คงต้องไม่พ้นโรคที่เกิดจากการขึ้นที่สูง ที่รู้จักกันในนาม Acute Mountain Sickness (AMS) บทความละเอียดมากๆ
อ่านแล้วได้ความรู้เยอะดี ตัดตอนมาสรุปสั้นๆ เก็บไว้ดีกว่า
มีศัพท์เทคนิคทางการแพทย์หลายคำ แปลภาษาไทยอาจไม่ถูกใช้ทับศัพท์ไปเลยละกัน อิอิ
Acclimatization เป็นกระบวนการที่ร่างกายปรับตัวเข้ากับอ๊อกซิเจนที่น้อยลงเมื่อขึ้นไปอยู่ใน
ที่สูง กระบวนการนี้อาจต้องใช้เวลาเป็นวันๆ หรือเป็นสัปดาห์ 
ที่สูงในที่นี้ กำหนดได้ดังนี้
- High Altitude: 1500 - 3500 m (5000 - 11500 ft)
- Very High Altitude: 3500 - 5500 m (11500 - 18000 ft)
- Extreme Altitude: above 5500 m
ตามปกติทั่วไประดับความสูงที่ต่ำกว่า 2500 m หรือ 8000 ft จะไม่ค่อยน่าห่วง เพราะโรคนี้มักจะไม่ค่อยเกิดที่ระดับความสูงน้อยกว่านี้ คนส่วนใหญ่จะมีอาการดังต่อไปนี้
- Hyperventilation (หายใจเร็ว แรง หรือทั้งสองอย่าง)
- หายใจไม่ทันเมื่อทำกิจกรรมที่ใช้แรงมาก
- เปลี่ยนวิธีการหายใจในช่วงกลางคืน
- ตื่นบ่อย นอนไม่ค่อยหลับ
- ปัสสาวะบ่อย
เมื่อเราขึ้นที่สูง ความกดอากาศก็จะต่ำลง และเราจะรับอ๊อกซิเจนได้น้อยลงเช่นกัน ดังนั้น ร่างกายเราจึงต้องทำงานอย่างหนักเพื่อให้ได้อ๊อกซิเจนมากขึ้น โดยวิธีการหายใจที่เร็วและแรงขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดได้แก่ การเดินขึ้นเขา
ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ แค่พักเพียงเล็กน้อยอาการดังกล่าวก็จะหาย อย่างไรก็ตามหากเราต้องการให้้หายใจได้สะดวกขึ้น ก็ควรหลีกเลี่ยง Alcohol และยาบางชนิดที่อาจจะไปลดอัตราการหายใจลงได้ อาการเหล่านี้ถือเป็น Normal Acclimatization
คราวนี้ลองมาดูอาการของ Acute Mountain Sickness (AMS)
AMS เป็นอาการที่ร่างกายไม่สามารถปรับตัว ให้เข้ากับระดับความสูงในขณะนั้นได้ ร่างกายแต่ละคนมีระดับความสูงที่ร่างกายสามารถปรับตัว ให้เข้ากับสภาพที่มีอ๊อกซิเจนน้อยได้แตกต่างกัน เมื่อเราขึ้นไปในที่สูงเกินกว่าโซนที่ร่างกายเรารับได้ ร่างกายก็จะขาดอ๊อกซิเจนทำให้ร่างกายเราทำงานผิดปกติไป อาการเหล่านี้เรียกว่า AMS เค้าบอกว่า Go too high above what you are prepared for, and you get sick.
โซนที่ร่างกายเรารับได้ (Zone of Tolerance) สามารถปรับเปลี่ยนให้สูงขึ้นได้ หากเราได้พักจนร่างกายปรับตัวได้ เมื่อเราปรับตัวกับสภาพความสูงระดับใดระดับหนึ่งได้ เมื่อเราขึ้นสู่ที่สูงขึ้นอีก Zone of Tolerance ของเราก็จะปรับให้สูงขึ้นตามไปด้วย ก็คือเราก็จะสามารถขึ้นไปที่สูงกว่าเดิมได้ วิธีง่ายๆ ก็คือจำกัดตัวเองให้อยู่ในโซนที่ร่างกายสามารถรับได้ก่อน จึงจะขึ้นไปในที่สูงกว่านั้นต่อไป
อาการ AMS ยังไม่มีใครเข้าใจได้ถ่องแท้ คาดว่าเกิดจากการที่เนื้อเยื่อในสมองบวมขึ้นจากความกดดัน และหากเกิดอาการบวมอย่างรุนแรง อาจทำให้สมองทำงานผิดปกติ
หากเราขึ้นไปอยู่ในที่ที่ระดับสูงกว่า 2500 เมตร การเกิดอาการ AMS หรือไม่นั้น สังเกตได้ง่ายคือรู้สึกปวดศีรษะ พร้อมๆ กับอาการอื่นๆ
ได้แก่
- เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน
- เหนื่อยง่ายและอ่อนเพลีย
- เวียนศีรษะ
- นอนไม่ได้
อาการดังกล่าวอาจเกิดเพียงเล็กน้อยหรือถึงขั้นรุนแรง คนที่เป็นโรค AMS จะมีลักษณะคล้ายกับอาการของคนเมาค้าง หรือเลวร้ายกว่านั้น วิธีสังเกตง่ายๆ (อันนี้เค้าบอกมานะคะ) หากเรารู้สึกไม่ค่อยสบายในขณะที่เราอยู่ในที่สูง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่าเป็น AMS ยกเว้นจะมีสาเหตุอื่นที่สังเกตได้ชัดเจนเช่น ท้องเสีย
ใครก็ตามที่ขึ้นไปในที่สูง มีโอกาสเกิดโรค AMS ได้ทั้งสิ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ Physiology (แปลไทยว่าไรดีอะ) ของแต่ละคน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุ เพศ ความฟิตทางร่างกาย หรือประสบการณ์ความสูงที่เคยผ่านมาก่อน คนนึงอาจไม่เคยเกิดโรค AMS จากทริปที่แล้ว แต่ทริปถัดมาอาจเป็นก็ได้แม้จะมีโปรแกรมเหมือนกันทุกอย่าง
โชคไม่ดีที่ยังไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้าว่าจะเป็นโรคดังกล่าวหรือไม่
หลายๆ คนยังเข้าใจผิดคิดว่า หากขึ้นที่สูงแล้วปวดหัวเป็นเรื่องปกติ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ มันคืออาการของโรค AMS ไม่ใช่เรื่องแปลกหากขึ้นที่สูงแล้วเกิด AMS เพราะมันเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่ถ้าตายด้วย AMS นี่สิไม่ควรจะเกิดอย่างยิ่ง
HACE (High Altitude Celebral Edema)
เป็นอาการขั้นรุนแรง ที่เกิดจากการบวมของสมอง ทำให้ร่างกายทำงานผิดปกติ HACE เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและอาจรุนแรงขึ้นได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหรือ 2-3 วัน คนที่ป่วยเพราะสาเหตุนี้มักจะไม่รู้ว่าตัวเองไม่สบาย อาการที่เห็นได้ชัดจะเป็นอาการทางจิต พวกนี้มักจะรู้สึกสับสน เปลี่ยนนิสัย หรือเซื่องซึม บางคนถึงขั้นกล้ามเนื้อทำงานไม่ประสานกัน เดินไม่ตรงทาง ทดสอบง่ายๆ โดยให้เดินตามเส้น หากเดินไม่ตรง ล้มและไม่สามารถลุกเองได้ แสดงว่าเป็น HACE
วิธีรักษา
การรักษาโรคนี้ได้ดีที่สุดคือการลงสู่ที่ต่ำทันที ถือเป็นกรณีฉุกเฉินที่สุด อย่ารอจนเช้า (เพราะอาการ HACE มักจะเกิดในตอนกลางคืน) การช้าแม้เพียงเล็กน้อยอาจทำให้ถึงตายได้ ให้นำผู้ป่วยลงสู่ระดับความสูงที่ผู้ป่วยไม่เกิดอาการที่ว่า บางครั้งหากผู้ป่วยเกิดอาการ จำเป็นจะต้องหามลง หากเราไม่แน่ใจในเรื่องระดับความสูง ก็ให้พาผู้ป่วยมาที่ระดับ 500-1000 เมตรจะปลอดภัยที่สุด การรักษาเพิ่มเติมคือให้อ๊อกซิเจน และการให้ยา
ผู้ป่วยที่เกิดอาการ HACE มักจะรอดชีวิต หากสามารถลงจากที่สูงได้ทัน และได้อยู่ในที่ระดับต่ำที่สุด เมื่อลงมาแล้วผู้ป่วยจะรู้สึกดีขึ้นในทันที และเมื่อได้พักเพียงพอจะไม่มีอาการใดๆ ต่อเลย
HAPE (High Altitude Pulmonary Edema)
เป็นอาการที่เกิดจากการขึ้นไปอยู่ในที่มีระดับความสูงที่รุนแรงอีกอาการหนึ่ง คือจะมีน้ำในปอด แม้จะเป็นโรคที่เกิดพร้อมๆ กับ AMS แต่ลักษณะอาการจะแตกต่างกัน คือ
- เหนื่อยมาก
- หายใจไม่ออกแม้ในขณะพัก
- หายใจเร็วถี่และตื้น
- ไอ และอาจมีเสมหะเป็นสีชมพู
- หายใจหอบ
- เจ็บหน้าอก อึดอัด แน่นหน้าอก
- ริมฝีปากและเล็บเป็นสีน้ำเงินหรือเทา
- ไม่รู้สึกตัว
อาการ HAPE มักจะเกิดในคืนที่ 2 ของการขึ้นไปในที่สูง และมักเกิดขึ้นบ่อยกับคนหนุ่มสาว หรือนักไต่เขา
วิธีรักษา
แบบเดียวกับ HACE คือพาผู้ป่วยลงสู่ระดับความสูงที่ต่ำกว่าในทันที อย่างไรก็ตามอาการ HACE มักจะทำให้คนสับสนว่าเป็นโรคอื่น เพราะอาการของโรคจะใกล้เคียงกับโรคที่เกี่ยวกับทางเดินหายใจ เช่น โรคหอบหืด หรือโรคปอดบวม
สรุปวิธีการรักษาโรคที่เกิดจากการขึ้นไปในที่ระดับสูง AMS
1. วิธีง่ายๆ คือให้พัก ดื่มน้ำมากๆ ทานยาแก้ปวด เช่น พาราฯ อย่างไรก็ตามยาแก้ปวด ไม่ได้รักษาโรคดังกล่าว วิธีที่ดีที่สุดคือให้พักอยู่ในระดับความสูงที่เราเริ่มเกิดอาการไม่สบาย อาจเป็นวันหรือสองวัน หรือมากกว่านั้น และหากลงไปยังที่ต่ำกว่า อาการจะหายไป
2. จะทราบได้อย่างไรว่าอาการปวดหัวนั้นเกิดจากการไปอยู่ที่ระดับสูง ก่อนอื่นให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่าเป็นโรคดังกล่าว นอกจากจะหาสาเหตุได้ว่ามาจากโรคอื่น ลองดื่มน้ำ 1 ลิตรและทานยาจำพวก acetaminophen แล้วอาการปวดหัวหายไป แสดงว่าเป็นอาการของ AMS
3. ยาจำพวก Acetazolamide หรือ Diamox ยาประเภทนี้จะกระตุ้นระบบการหายใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนกลางคืน ยานี้จัดอยู่ในประเภท sulfonamide medication ฉะนั้นผู้ที่แพ้ยา Sulfa ไม่สามารถรับประทานได้
การใช้ยาประเภทนี้
- เพื่อรักษาอาการ AMS
รับประทานยาขนาด 250 mg. ทุก 12 ชั่วโมง สำหรับเด็กให้รับประทานในปริมาณ 2.5 mg. ต่อน้ำหนักตัวเด็กทุก 12 ชั่วโมง
- เพื่อหายใจสะดวก
รับประทานยา 125 mg. ก่อนนอน
อย่างไรก็ตาม ยาจำพวก Acetazolamide หรือ Diamox ไม่ได้รักษาได้เสมอไป นอกจากยาจำพวกนี้แล้ว ยังมียาประเภทอื่น และอ๊อกซิเจนที่สามารถบรรเทาอาการ AMS ได้
ข้อดีข้อเสียจากการรักษาอาการ AMS ด้วยวิธีต่างๆ
การลงสู่ที่ระดับต่ำกว่า
ข้อดี : หายจากอาการทันที และจะดีขึ้นในไม่กี่ชั่วโมง
ข้อเสีย : เสียเวลาในการเดินทาง การลงสู่ที่ระดับต่ำอาจยากลำบากหากต้องทำในเวลากลางคืน ต้องมีคนมาดูแลผู้ป่วย
การพักในที่ระดับความสูงเดิม
ข้อดี : ทำให้ร่างกายคุ้นเคยและปรับตัวให้เข้ากับระดับความสูงดังกล่าว
ข้อเสีย : อาจต้องใช้เวลา 24-48 ชั่วโมง เพื่อให้หาย
การพักและใช้ยาจำพวก Acetazolamide หรือ Diamox ข้อดี : เป็นการเร่งให้อาการดีขึ้น อาจดีขึ้นภายใน 12-24 ชั่วโมง
ข้อเสีย : ใช้เวลานาน อาจเกิดอาการข้างเคียงจากการใช้ยา
การป้้องกันไม่ให้เกิด AMS
- หากทำได้เมื่อเดินทางไปที่มีระดับความสูงไม่เกิน 3000 เมตรในทันที ให้นอนพักอย่างน้อย 1 คืน
- ในที่ที่มีระดับความสูงเกิน 3000 เมตร ให้นอนพักในที่ที่มีความสูงไม่เกิน 300-500 เมตร ในแต่ละคืน (สรุปก็คือคืนต่อไปต้องพักในที่สูงที่ไม่เกิน 3500 เมตรนั่นแหละ)
- และการขึ้นที่สูงขึ้นเกินกว่า 1000 เมตร จะต้องพักที่ระดับความสูงนั้นไม่น้อยกว่า 2 คืน
สิ่งที่พึงหลีกเลี่ยง
- Alcohol
- ยานอนหลับ
- Narcotic pain medication
ยาที่ใช้ป้องกัน
บางสถานการณ์ การใช้ยาป้องกันก็เหมาะสำหรับ
- ผู้ที่จำเป็นต้องขึ้นในที่ระดับสูงอย่างรวดเร็ว เช่น บินตรงไปยังลาซา ทิเบต หรือนักไต่เขา หรือผู้มีหน้าที่ช่วยชีวิต
- ผู้ที่เคยเกิดอาการ AMS มาแล้วบ่อยๆ
ยาดังกล่าวได้แก่ยาประเภท Acetazolamide หรือ Diamox
กฏทอง (ขอลอกภาษาอังกฤษมาเลยละกัน)
| GOLDEN RULE I | | If you feel unwell at altitude it is altitude illness until proven otherwise. | |
| GOLDEN RULE II | | Never ascend with symptoms of AMS. | |
| GOLDEN RULE III | | If you are getting worse (or have HACE or HAPE), go down at once. | |
Thanks to Dr. David Shlim at the CIWEC Clinic in Kathmandu for originating the idea of the "Golden Rules of Altitude Sickness." |
| |
| Author: Thomas E. Dietz Reviewed & Approved by the ISMM Publications Committee (pending) | |
Source : http://www.ismmed.org