Airportการเดินทางระหว่างสนามบิน International และ Domestic มีรถบริการฟรี ติดต่อได้ที่เคาน์เตอร์ transfer ได้เลย
การเดินทางโดยเครื่องบินภายในอินเดีย เมื่อผ่านขั้นตอน Security Check จนหมดแล้ว (ไม่รู้กี่จุด นับไม่ถ้วน) จะต้องไป Baggage Identify คือออกไปตรวจกระเป๋าเราที่ Checkin เข้าเครื่องก่อน เจ้าหน้าที่จะทำเครื่องหมายไว้บน Boarding Pass เราอีกที และจะยกกระเป๋าเราขึ้นเครื่อง แต่ถ้าไม่ทำไม่รู้ว่าจะได้ขึ้นเครื่องรึป่าวนะคะ ไม่กล้าลอง
สำหรับ Handbag จะต้องมี tag ติดกระเป๋าทุกใบ และเจ้าหน้าที่จะ stamp บน tag เมื่อผ่านการตรวจแล้ว
การท่องเที่ยวใน Ladakhปกติสามารถติดต่อหารถแท๊กซี่ได้ไม่ยาก หรือจะให้ที่พักติดต่อให้ก็สะดวก เพราะเค้าจะมีราคาเป็นเล่มบอกไว้เลยว่า จะไปที่ไหนบ้าง 2-3 ที่ ราคาจะแตกต่างกันไป สามารถดูอัตราได้ก่อน
หากเป็นที่ Nubra Valley และ Pangong Lake จะต้องทำ Inner Line Permit หากไม่ต้องการเสียเวลา ก็สามารถติดต่อล่วงหน้าให้บริษัททัวร์ดำเนินการก่อนได้เลย หรือจะมาใช้บริการของบริษัททัวร์ที่นี่ก็ได้ มีให้เลือกมากมาย
ลองมาดูระยะทางตามเมืองต่างๆ
เส้นทาง Nubra ValleyLeh - Khardung La 40 km.
Khardung La - Khalsar 52 km.
Khaksar - Diskit 25 km.
Diskit - Hunder 07 km.
Khalsar - Panamik 52 km.
Khardung La ได้ชื่อว่าเป็นถนนที่สูงที่สุดของโลก สูงประมาณ 18,380 ft/5,600 m. เหนือระดับน้ำทะเล บนนี้จะมีร้านขายของที่ระทึก ประเภทเสื้อยืด หมวก mug ที่เขียนว่า Khardung La the highest motorable road in the world อะไรประมาณเนี้ย ไว้ขายนักท่องเที่ยวด้วย ถนนบริเวณนี้ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ นอกจากนี้เส้นทางนี้จะค่อนข้างคดเคี้ยว อาจเกิดอาการเมารถได้นะ


ถนนเลาะไปตามภูเขา
ระหว่างทางจาก Diskit ไป Hunder จะผ่าน Sand Dune ทะเลทรายเล็กๆ โดยมีบริการเช่าอูฐให้ขี่หรือแอ๊คสำหรับถ่ายรูป
หากเดินทางมาแค่ Khardung La สามารถไปกลับได้ภายในวันเดียว แต่หากต้องการมาถึง Diskit หรือ Hunder จะต้องค้าง 1 วัน ใช้เวลาเดินทางหากแวะจอดถ่ายรูปทุกระยะ

ก็จะมาถึงบ่ายแก่ๆ หรือเย็นเลยแหละ
เส้นทาง Pangong Lake Leh - Sheh 15 km.
Sheh - Thiksey 04 km.
Thiksey - Chemrey 31 km.
Chemrey - Takthok 08 km.
Takthok - Chang La 30 km.
Chang La - Tangtse 22 km.
Chang La - Pangong Lake 30 km.
Chang La ได้ชื่อว่าเป็นถนนที่สูงเป็นอันดับ 3 ของโลก 17,000 ฟุต/5,425 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล บนนี้ หาร้านขายของที่ระลึกไม่เจอ

หรือหาไม่ดีไม่รู้
การเดินทางจาก Leh ไป Pangong Lake ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง (ไม่ได้แวะจอดถ่ายรูปเป็นระยะๆ นะ) ก่อนถึงทะเลสาบจะต้องผ่านบริเวณที่เป็นแอ่งสำหรับปล่อยน้ำลงมาจากบนเขา ช่วงที่ไป (กรกฎาคม 2008) เค้าบอกว่าจะมีการปล่อยน้ำลงมาประมาณบ่ายโมง หากเป็น one day trip ก็จะต้องออกจาก Pangong ประมาณเที่ยง เพราะถ้าปล่อยน้ำลงมาแล้ว รถจะไม่สามารถผ่านไปได้ ดังนั้น หากต้องการเวลาอยู่ที่ Pangong นานๆ ก็ต้องออกจาก Leh ประมาณตีห้า
เส้นทางนี้ ไม่มีร้านอาหารระหว่างทาง จะมีร้านอาหารเล็กๆ ขายข้าวกะมาม่าอยู่ที่ Pangong Lake ควรติดอาหารเช้าไปด้วย

มิฉะนั้นกว่าจะได้ทานก็ถึง Pangong เลย (หิวนะขอบอก)
เส้นทางนี้จะผ่านนาขั้นบันได ลำธารเล็กๆ ดอกไม้อีกเล็กน้อย

(เล็กน้อยจริงๆ)
เส้นทางรอบๆ Lehหากจะไปเที่ยวบริเวณใกล้ Leh ก็จะมีสถานที่น่าไปมากมาย สามารถเช่าแท๊กซี่ไปได้ ค่าแท๊กซี่จะเป็น fixed rate ขึ้นอยู่กับสถานที่ที่จะแวะ และระยะทาง
Leh - Spituk 08 km.
Leh - Hemis 45 km.
Leh - Stok 17 km.
Leh - Alchi 67 km.
Leh - Rizong 73 km.
Leh - Lamayuru 125 km.
การท่องเที่ยวใน LehLeh ถือว่าเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของ Ladakh อยู่ที่ระดับความสูง 11,000 ฟุต/3,350 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล หากเดินทางมา Leh โดยทางเครื่องบิน ใช้เวลาในการบินประมาณ 1 ชั่วโมง
สนามบินสนามบินใน Leh มีระบบการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดมากถึงมากที่สุด

สนามบิน Leh
ขาเข้าเมื่อลงจากเครื่องบิน ก็จะต้องกรอกแบบฟอร์ม Registration แจ้งรายละเอียดว่าเดินทางมาด้วยวิธีใด กลับเมื่อไหร่ เป็นต้น จากนั้นก็ต้องไปยื่นที่เคาน์เตอร์ก่อนจะออกไป ภายในบริเวณสนามบินและรอบนอก จะห้ามถ่ายภาพ จะมีทหารคอยมาเตือนเป็นระยะๆ
ขอออก จะต้องเผื่อเวลาในการตรวจและตรวจและตรวจพอสมควร เมื่อเข้าไปในบริเวณสนามบิน ก็จะมีทหารคอยต้อนรับตั้งแต่หน้าประตูรถเข้า และจะมาเปิดดูหน้าตาผู้โดยสาร กระเป๋าสัมภาระ จนพอใจก็จะปล่อยให้เข้าไป ลงจากรถก็เจอ Security Check หน้าประตูเข้าสนามบิน โดยผู้โดยสารจะต้องนำสัมภาระทั้งหมดผ่านเครื่องสแกน เจ้าหน้าที่จะปิดเทปผ่านให้ ส่วนตัวผู้โดยสารก็ต้องเข้าไปยังที่ตรวจหาอาวุธ แยกชายหญิง ให้เจ้าหน้าที่ค้น ค้น และค้น จากนั้นก็ออกมารับกระเป๋า แล้วไป Check In ที่เคาน์เตอร์สายการบิน หลังจาก Load กระเป๋ารับ Boarding Pass ก็ต้องผ่านจุด Security Check อีก 2 จุด (จะเช็คกันไปถึงไหนฟะ) Tag ที่ติดกระเป๋า Handbag ต้องตรวจดูให้ดีๆ ว่ามีการ Stamp และติดมาครบทุกใบ ไม่งั้นต้องกลับไปตรวจใหม่อีกนะ
ที่พัก
ที่พักใน Leh มีให้เลือกมากมาย และเห็นที่กำลังสร้างใหม่อีกเพียบ เนื่องจากไปพักที่ Fort Road เลยไม่รู้จักที่อื่น 55 Guest House ตามถนน Fort Road มีนับสิบแห่ง บางแห่งติดถนน บางแห่งต้องเดินเข้าซอยให้เหนื่อยเล่น ราคาถ้าเป็นช่วง High Season ก็จะแพงเป็นปกติ บางครั้ง Walk in ก็อาจจะไม่ได้พัก เพราะเห็นนักท่องเที่ยวแบกเป้เดินหาห้องพักกันเยอะแยะไปหมด ราคาห้องพักก็จะแตกต่างกันไปตามสภาพของห้อง ราคาห้องที่ให้ส่วนใหญ่จะไม่รวมอาหารเช้าซึ่งจะราคาประมาณ 100 รูปี Guest House บางแห่งมีบริการซักรีดให้ ราคาก็ตกตัวละ 30 รูปี ที่รู้เพราะจำเป็นต้องใช้บริการ ที่ Leh และสถานที่เที่ยวต่างๆ ฝุ่นจะเยอะมากกก กางเกงอาจจะใส่ได้ไม่นานเท่าที่คิดไว้

แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าเค้่าใช้น้ำอะไรซัก (ไม่อยากจะคิด) เลือกเอาเองละกันว่าจะใส่กางเกงมอมแมม หรือกางเกงที่ดูสะอาด 55

Sia - La Guest House
น้ำที่นี่ควรใช้อย่างประหยัด น้ำร้อนจะมีให้อาบก่อน 6 โมงเย็น หากกลับมาค่ำหรือดึก ก็จะอาบไม่ไหว น้ำเย็นมาก ทาง Guest House ก็จะต้มน้ำใส่ถังมาให้อาบ อันนี้น่าจะขึ้นอยู่กับความใจดีของเจ้าของ Guest House ด้วยรึป่าวไม่รู้
ครัวและห้องอาหารของคนที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นห้องเดียวกัน ตอนมาพักที่ Guest House นี้ ห้องนี้จะเป็นห้องพักเหนื่อยเวลาเดินทางกลับมาถึง เป็นที่นั่งคุยกับเจ้าของบ้าน ทานน้ำ ทานกาแฟ แล้วแต่เราจะขอให้เค้าจัดให้ ได้ดูเค้านวดแป้ง ล้างผัก สำหรับทำอาหารมื้อต่างๆ บางครั้งเหนื่อยมากๆ กลับมาขอล้มนอนตรงนี้ซักหน่อยแป๊บเดียวก็หาย
พูดถึงกาแฟ ที่นี่เค้าจะอุ่นนมร้อนๆ มาให้ แล้วให้เราเติมกาแฟผง และน้ำตาลเอง แปลกดีเหมือนกัน หลักฐานดูบนโต๊ะได้ อิอิ

Salina กับน้องสาว
ห้องนี้เป็นห้องที่ชอบที่สุด เพราะให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน
อาหาร
อาหารพื้นเมืองที่นี่น่าจะใส่เครื่องเทศน้อยหากเทียบกับอาหารแบบ Indian ร้านอาหารที่ขายอาหารจีน หรือทิเบต มีมากมาย เวลาสั่งควรระวังอย่าสั่งตามความหิว เพราะอาหารที่นี่จะจานค่อนข้างใหญ่ ทานเท่าไหร่ก็ไม่หมดซักที (จำได้ว่าไม่เคยทานอะไรได้หมดจานเลย) ราคาก็ตกประมาณเกือบๆ 100 รูปีสำหรับพวกอาหารจีน และถ้าซุปก็ประมาณ 50 รูปี ร้านบน Fort Road ที่เห็นก็มี Dream Land, Chopstick และ Monalisa ร้านหลังนี่ทานบ่อยเพราะอยู่หน้าบ้าน
หากชอบอาหารฝรั่ง หรือพวกขนม โดนัท ร้าน Dolphin มีให้เลือกเยอะ ที่แนะนำคือน้ำ Apple อร่อยมากกกกก

ขวดเล็กราคา 25 รูปี ขวดใหญ่ 50 รูปี ใส่ขวดแก้วสีดำ หน้าตาเหมือนพวกเมรัย เวลาหิ้วกลับที่พักจะรู้สึกอับอายมาก เพราะเค้าไม่มีถุงใส่ ต้องหิ้วมาทั้งขวด ...

ร้าน Dolphin
สำหรับ Apricot อันขึ้นชื่อของที่นี่ ลองไปดูแบบตากแห้ง ก็รู้สึกมันแห้งจริงๆ ไปชิมน้ำ Apricot ที่ร้าน Dhomsa ก็รู้สึกรสชาดเฝื่อนๆ ฝาดๆ พิกล อันนี้นานาจิตตัง แต่ที่อร่อยแน่นอนคือแยม Apricot เค้ามีแต่ขวดใหญ่ขาย มิสามารถแบกกลับมาได้ จริงๆ ก็ไม่ได้ใหญ่โตมากมายอะไร แต่หนักพอควรเลย
Shoppingส่วนใหญ่พ่อค้าใน Leh จะเป็นชาว Indian บางครั้งถึงจะเป็น Ladakhi ถ้าเดินผ่านร้านขายผ้า ก็จะต้องถูกเรียกเข้าไปชมสินค้าในร้าน และถ้าต้องเดินผ่านทุกวัน ก็จะเรียกทุกวันนั่นแหละ เค้าบอกว่าสินค้าที่นี่ให้ต่อราคาเยอะๆ 50 เปอร์เซนต์ไปเลย ข้อควรระวังสำหรับสุภาพสตรี พ่อค้าพวกนี้ชอบหลอกแตะโน่นแตะนี่ (แถวบ้านเรียกแต๊ะอั๋ง) ถ้าซื้อผ้าก็จะต้องเอาผ้ามาพันคอให้มั่ง เอามาแนบที่แก้มมั่ง ต้องคอยหลบดีๆ

หลายๆ คนก็จะทำเป็นชอบนาฬิกา หลอกจับแขนดูนาฬิกาก็มี เห็นเค้าว่าที่นี่ไม่ใช้ถุงพลาสติก แต่พ่อค้าบางคนเอาสินค้าใส่ถุงพลาสติกให้เฉยเลย
สิ่งที่ควรติดตัวไปนอกจากแว่นกันแดด หมวก ครีมกันแดดแล้ว ผ้าเปียกหรือผ้าเย็นสำหรับเช็ดมือ ควรติดไปด้วยเป็นอย่างยิ่ง เพราะอย่างที่บอก ฝุ่นเยอะมาก นอกจากจะใช้เช็ดมือก่อนจับอาหารแล้ว ยังสามารถเช็ดขวดน้ำดื่มได้อีกด้วย