รู้จัก Leh และ Ladakh ประเทศอินเดีย เมื่อเดือนมีนาคม 2008 ที่ผ่านมานี่เอง (สงสัยจะเชยมาก) เพราะไปงานไทยเที่ยวไทยและชื่อนี้จากน้องหญิงแห่ง Thisunsign จากนั้นชื่อนี้ก็เริ่มเข้ามาในความคิดเรื่อยๆ จนได้มาอ่านหนังสือ "ใต้หมวกหิมะ" ของเพลงดาบแม่น้ำร้อยสาย ที่พูดถึง Ladakh และได้คุยกับผู้เขียนในงานสัปดาห์หนังสือเดือนเมษายน 2008 พอเดือนพฤษภาคม 2008 ก็ถูกย้ำด้วยภาพงามๆ ของ Ladakh จากหนังสือ Travel Guide Magazine และภาพของท่าน jukurae.multiply.com ในหนังสือ Nature Explorer และกรกฎาคม 2008 ก็มายืนอยู่ที่ Ladakh แห่งแคว้น Jammu & Kashmir ห่างกันแค่ 4 เดือนเอง ใจง่ายจริงๆ
อ้อ! เกือบลืม ใครอยากอ่านรายละเอียดการเดินทางแบบเต็มๆ ของน้องปุ๋ยที่เคยไปมาแล้ว ไปดูได้ที่
http://pui2000.multiply.com ค่ะ
12 July 2008
New Delhi, India ให้การต้อนรับการมาครั้งแรกด้วยอากาศมัวซัว ลงจาก Indian Airlines เกือบห้าโมงเย็น เข้าพักโรงแรมใน Delhi 1 คืนก่อนจะออกเดินทางไป Leh ตอนตีห้าของอีกวัน
จากเดิมที่จะไปกัน 2 คน ทำไปทำมากลายเป็น 9 คน เพราะไปรวมกับคณะใหญ่ที่รู้จักกันดีและเพิ่งรู้จักกันรวม 7 คน มีนิพนธ์ นายโอ๊ต น้องแจ๊ค พี่โอ๋ นายศาล และ Ibrahim (จริงๆ นามสกุลเค้าคือกั๊วะ เจ้าตัวบอกให้เรียกชื่อนี้ แต่ในเพื่อนๆ เค้าเรียกนายก๊วก) ชาวมาเลเซีย และพี่ใหญ่หัวหน้าทริปอีกคน คณะนี้มาถึง Delhi ก่อน 1 วันและไปหลงระเริงกันที่อัครา เพื่อชม Taj Mahal นัดกันไว้ที่โรงแรม

สนามบินที่ Delhi
ภาพนี้ใช้ compact Fuji Finepix 40fdออกประตูมาก็เจอป้ายชื่อหราอยู่เพราะให้โรงแรมจัดรถไปรับ เพราะยังไม่พร้อมจะถูกหลอกตั้งแต่มาถึง เดินตามคนขับไปที่รถ คนขับใส่รองเท้าแตะฟองน้ำ รถก็ไม่มีแอร์ แน่นอนจะรถอะไรซะอีก Tata อยู่แล้ว ขับไปแป๊บก็จอดรถลงไปฉี่ ... เอิ๊ก ... พูดภาษาอังกฤษก็ไม่ได้ ขับไปดับเครื่องไปตลอดทาง คงไม่ต้องพูดถึงการขับรถของคนที่นี่ ละไว้ในฐานที่เข้าใจ แล่นมาได้ไกลพอควรก็จอดรถดื้อๆ บอกให้รอในรถ รออยู่นานมาก ถ้าไม่ใช่รถที่โรงแรมให้มารับ คงหนีแล้วมั๊งเนี่ย รอพักใหญ่ก็มีคนจากโรงแรมมายกของ พาเดินเข้าไป พระเจ้าช่วย... ทำไมมันน่ากลัวขนาดนี้หนอ แถวนั้นก็ไม่ค่อยจะสะอาดเท่าไหร่ (สกปรกนั่นแหละ) จะออกมาอีกก็คงไม่ได้ เดินซัก 5 นาทีก็ถึง Star Palace (ชื่อดูดีเชียวแหละ 55) ได้ห้องพักชั้น 3 แน่นอน อย่าไปหวังลิฟท์อะไรเลย ตกเย็นก็ฝากท้องกินที่นี่เลย รอจนเกือบสามทุ่มได้ คณะใหญ่ก็มา ได้นอนไปแป๊บนึงเพราะต้องตื่นแต่ตีสอง เพื่อไปขึ้้นเครื่องตีห้า
13 July 2008
สายการบิน Air Deccan ก็พาคณะมาถึง Leh ขั้นตอน Security มากมายมหาศาล ตรวจแล้วตรวจอีก เค้าให้ถอดแบตเตอรี่จากกล้อง ก็ถอด แต่พอถึงสนามบินที่ Leh อดใจไม่ได้ รื้อกระเป๋าเอาแบตเตอรี่มาใส่กล้อง จากนั้นก็เข้าที่พัก พอดีจอง Sia-La Guest House ไว้ เพราะเห็นรูปทาง Internet น่าพักดี ส่วนคณะใหญ่จองที่ Padma Guest House แต่ไม่มีห้อง เค้าจัดให้พักที่ Yasmin Guest House แทน โชคดีที่อยู่ติดกัน
มาถึงก็แยกย้ายกันพัก ที่ Sia-La เจ้าของชื่อ Nabi กับ Salina มีหลานชายชื่อเจ้า Danish หน้าตาน่ารักเชียว ให้เค้าหารถแท็กซี่ให้ช่วงบ่ายไปวัด Hemis เจ้าของบ้านก็ไล่ให้ไปนอนท่าเดียว นอนได้สองชั่วโมง ก็ออกมากับตวง โดยมี Ilieus ลูกพี่ลูกน้องของ Salina เป็นคนขับไปให้
จุดหมายแรกคือวัดเฮมิส หรือ Hemis Compa พอดีไปตรงกับเทศกาล แต่โชคไม่ดีตรงที่ฝนตกหนัก เปียกไปหมด คงจะมีบางคนแช่งไว้ก่อนไป ...


แห่งที่สองคือวัดติ๊กเซ่ (Thiksey Compa) วัดนี้สวยมาก มีพระองค์ใหญ่ที่ใครมาเยือนต้องถ่ายไว้ทั้งนั้น


สุดท้ายก็ไป Sheh แล้วทะลุยาวกลับไปที่ Leh ไปเดินเล่น นัดกับคณะใหญ่ว่าจะไป Nubra Valley กันวันรุ่งขี้น

14 July 2008
เช้านี้ Salina ตื่นมาทำอาหารเช้าให้ทาน เป็นขนมปัง Ladakh ร้อนๆ ทานกับเนยหรือ Apricot Jam กับกาแฟร้อน อิ่มท้องไป วันนี้ไป Nubra Valley โดยใช้รถ 2 คัน แต่คันที่นั่งจะเป็นพวกกดชัตเตอร์กันไปตลอดทาง เห็นตรงไหนสวยเป็นจอด ไปถึง Khardungla ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นถนนที่สูงที่สุดในโลก 18,680 ฟุตหรือ 5,600 เมตรเอง ขำขำ ... โชคไม่ดีเจอลูกเห็บตกซะอีก หนาวมาก เห็นเค้าไปถ่ายดอกไม้ข้างทางบนนั้น ก็ตามไปถ่าย ปรากฏว่ามีพิษ เหมือนหนามอะไรแทงขาตลอด ปวดมาก กว่าจะหายใช้เวลา 1 วันเต็ม ลงมาก็แวะไปวัดและไป Sand Dune ซึ่งตอนนี้แสงหมดไปแล้ว พรุ่งนี้ค่อยมาว่ากันใหม่ วิ่งตรงเข้า Hunder เพื่อเข้าที่พักที่ี Agent จองไว้ให้ชื่อ Karma Inn แต่เค้าบอกว่าคณะนี้มาช้าเลยให้ห้องคนอื่นไปซะงั้น สรุปเหลือ 2 ห้อง (เป็นห้องเจ้าของซะห้อง) เลยจำเป็นต้องอยู่ เพราะไปดูที่อื่นก็เต็มหมดแล้ว


15 July 2008
ออกจากที่พัก 8 โมงกว่าได้ เพราะสนุกกับการถ่ายรูปที่พักที่วิวสวย วิ่งตรงไปแก้มือที่ Sand Dune ตอนเช้ามีอูฐมาให้เช่าขี่ กว่าจะถ่ายรูปเสร็จก็สายมากแล้ว เป้าหมายถัดไปคือ Diskit Monastery ขากลับผ่าน Khardung La อีกครั้ง ครั้งนี้ไม่มีลูกเห็บแล้ว แต่อากาศหนาวมาก ฝรั่งขี่จักรยานมาถึงบนนี้ได้ไงไม่รู้ พอจะกลับเข้า Leh พี่โอ๋ กะ นายกั๊วะ ก็เริ่มมีอาการไม่ค่อยดี เลยตรงเข้าที่พักที่ Sia-La บางคนขยัน ไฟแรงก็ไป Leh Palace กันต่อ วันรุ่งขึ้นกำหนดจะไป Pangong Lake กัน แต่ทั้งคนขับและ Nabi บอกว่าต้องออกตีห้า เพราะเค้าจะปล่อยน้ำลงมาด้านล่าง และระดับน้ำจะสูงเกินกว่าที่รถจะผ่านได้ หากจะกลับภายในวันนั้นต้องรีบออกมาก่อนบ่ายโมง คืนนั้นทั้งพี่โอ๋และนายกัวะบอกว่าจะไม่ไปกับคณะ ขอพักอยู่ที่ Sia-La ต่ออีกคืน แล้วค่อยให้คณะกลับมารับไป Alchi



16 July 2008
ตื่นมารอรถตั้งแต่ตีห้า ที่ไหนได้ รถมาหกโมงเช้า (หลอกกันนี่หว่า) หิวก็หิว อยู่ในรถไถขนมมาพอช่วยได้บ้าง วันนี้จะต้องผ่าน Chang La Pass ที่ได้ชื่อว่าเป็นถนนที่สูงอันดับ 3 ของโลก หลังจากเมื่อวานและเมื่อวานซืนนั่งผ่านถนนสูงอันดับ 1 ของโลกไปแล้ว แต่ความสูงก็ไม่ได้ต่างกันเลย ประมาณ 100 กว่าเมตรเอง ... เอิ๊ก... ระหว่างทางดอกไม้สวยงาม จอดถ่ายกันไปตลอด จนคนขับต้องมาไล่ เพราะวันนี้จะต้องเอารถกลับมา 1 คัน ไม่ได้ไปพักที่ทะเลสาบ Pangong แบบอีกคณะนึงเค้า ไปถึงทะเลสาบประมาณ 11 โมงได้ แดดเปรี้ยง แต่ทะเลสาบก็สวยสุดๆ มองไปทางไหนก็เขียวๆ ฟ้า อยู่ได้แป๊บก็ต้องเปลี่ยนรถและถ่ายของไปไว้คันเดียวคันที่จะอยู่ค้าง ส่วนอีกคันที่จะนั่งก็ต้องรีบกลับ ได้แวะทานอาหารกลางวันก่อน ระหว่างทางมีคนมาโบกไม้โบกมือ คนขับลงไปคุย ซักพักได้ยินเสียงตูม ไม่ต้องบอกก็รู้ เค้าจะระเบิดภูเขาน่ะสิ รีบออกมาจากบริเวณนั้นทันที ขากลับรู้สึกร้อนวูบๆ ท่าทางจะไม่ฉะบายแล้วแน่นอน เพราะเดี๋ยวอยู่ที่ร้อนเดี๋ยวก็ไปเจออากาศหนาว ร่างกายนั่งรถติดๆ กัน 3 วันชักเอาไม่อยู่ วันที่ไป Nubra Valley ใช้เวลาเดินทาง 5 ชั่วโมง จาก Leh มา Pangong Lake ก็ใช้เวลา 4 ชั่วโมง ไปกลับรวม 8 ชั่วโมง วันรุ่งขึ้นกะเช่ารถไป Lamayuru ซึ่งจะต้องนั่งรถไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมงอีก ไม่ไหวแน่นอน กลับมาบอก Salina ให้ช่วยยกเลิกรถเช่า ตกลงวันนี้กั๊วะได้ที่นอนห้องเดิม แต่นอนร่วมห้องกับพระไทยรูปนึง ส่วนพี่โอ๋ย้ายขึ้นไปพักด้วยกันที่ชั้น 2 พระไทยรูปนี้ท่านมาจำพรรษาที่วัด Lamayuru 3 เดือน มาอยู่ไกลๆ ได้พบพระแล้วรู้สึกดีมาก ท่านสอนหลายอย่างโดยเฉพาะเรื่องพลังจักรวาล นายกั๊วะดูจะทึ่งมากเป็นพิเศษ ท่านช่วยดูเรื่องสุขภาพของแต่ละคนผ่านทางนายกั๊วะ



17 July 2008
ตามโปรแกรมวันนี้จะต้องตื่นแต่เช้าแล้วรถจะมารับไป Lamayuru ตอน 8 โมง แต่พอดีรู้สึกเป็นไข้ เลยทำให้ตวงอดไปเที่ยวเลย วันนี้นอนเต็มอิ่ม เพราะไม่มีโปรแกรมไปไหนนอกจากจะสำรวจ Leh พี่โอ๋ดูอาการดีขึ้นแล้ว เห็นตื่นแต่เช้าลงมาทานอาหารเช้า วันนี้สายๆ ได้ออกไปเดินซื้อของ ขนม ผลไม้กลับมาทานเล่น ใช้เงินไปเต็มๆ เลย ได้แวะ Gallery แสดงภาพของ Olivier Follmi ช่างภาพชื่อดังที่เข้าไปดูเว็บเค้าบ่อยๆ ภาพสวยๆ ทั้งนั้น แต่ที่มาจัดแสดงมีไม่เยอะ แค่แต่ละภาพเห็นแล้วอึ้ง คณะใหญ่กลับมาจาก Pangong Lake ตอนบ่ายสองกว่า พร้อมกับสภาพหิวโซ แต่ปัญหาหนักของแต่ละคนคือ Harddisk เต็ม พากันจะไป write DVD แต่ก็มีปัญหาเครื่องอ่าน Harddisk ไม่ได้ พยายามอยู่นานแต่ก็ไม่สำเร็จหมดเวลาแล้ว เพราะ 3 โมงกว่าคณะก็ต้องไปแล้ว โดนไถ CF 4 GB ไปหนึ่งอัน เพราะคิดว่าคงไม่มีอะไรจะให้ถ่ายแล้ว ส่งคณะใหญ่เสร็จแล้ว ก็ไป Leh Palace กับ Shanti Stupa จากนั้นรีบกลับมาจัดของเตรียมกลับบ้าน



Been to Ladakh in Jammu & Kashmir - the northern part of India during 13-18 July 2008. In Ladakh, I visited Nubra Valley, Pangong Lake, Hemis Compa, Thiksey Compa and explored Leh.
ภาพมันล้น frame ไปหน่อย ไม่ได้เปลี่ยน theme ค่ะ