http://ratpage.multiply.com

Category:Other
สุดยอดแห่งความงามในแดนมังกร
อุทยานจิ่วไจ้โกว หรือที่ชาวตะวันตกเรียกขานกันในนาม‘ดินแดนแห่งเทพนิยาย’ ตั้งอยู่ในอำเภอหนันผิงเขตปกครองตนเองของเผ่าเชียงชนชาติทิเบตทางตอนเหนือของมณฑลซื่อชวนหรือเสฉวน ภาคตะวันตกของจีน ครอบคลุมพื้นที่กว่า 720 ตารางกิโลเมตร ท่ามกลางหุบเขาที่ทอดตัวคดเคี้ยวไปมา โตรกธารลดเลี้ยวผ่านผาสูงและน้ำตกขนาดใหญ่ ก่อเกิดเป็นทิวทัศน์อันตระการตาโดดเด่นด้วยสีสันของภาพภูมิทัศน์โดยรอบ

‘จิ่วไจ้โกว’ ในภาษาจีนหมายถึง แควเก้าหมู่บ้าน (คำว่า จิ่ว = เก้า, ไจ้ = หมู่บ้าน, โกว = แควหรือธารน้ำ) โดยมีที่มาจากชนชาติทิเบต 9 หมู่บ้านที่อาศัยอยู่ริมธารน้ำบริเวณนี้มาแต่เดิม จิ่วไจ้โกวได้รับการเรียกขานจากชนเผ่าทิเบตว่าเป็น ‘ขุนเขาธารน้ำอันศักดิ์สิทธิ์’ ดังนั้นสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นขุนเขา ป่าไม้ ลำน้ำ หรือหินทุกก้อนล้วนได้รับการเคารพจากชนเผ่าพื้นเมืองทิเบต ปัจจุบันผืนป่าโบราณอันอุดมแห่งนี้จึงยังคงได้รับการรักษาไว้เป็นอย่างดี

ความโดดเด่นทางนิเวศวิทยา
จิ่วไจ้โกวเป็นส่วนหนึ่งของผืนป่าทางตอนใต้ของเทือกเขาหมินซาน และเป็นแหล่งต้นน้ำของลำน้ำเจียหลิงที่เป็นสาขาหนึ่งของลำน้ำฉางเจียง(แยงซีเกียง) ตั้งอยู่ริมชายขอบของที่ราบสูงทิเบตดินแดนแห่งหลังคาโลก เป็นเขตต่อเชื่อมจากที่ราบสูงทิเบตสู่มณฑลซื่อชวน สภาพทางนิเวศวิทยาของบริเวณนี้เป็นร่องรอยที่เกิดจากแรงอัดและการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกหนุนขึ้นมาจนอยู่ในระดับสูง ทำให้เกิดร่องหินคดเคี้ยวเป็นทางยาว มีทั้งยอดเขาหิมะสูงเสียดฟ้า และหุบเขาลึก เฉพาะเขตที่มีการเปิดให้สาธารณชนเข้าชมก็มีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 2,000 – 3,100 เมตร อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปี 7 – 8 องศาเซลเซียส ด้วยสภาพภูมิประเทศที่มีความสูงต่ำแตกต่างกันอย่างมากมายนี้ ได้ทำให้สภาพภูมิอากาศและพืชพรรณสัตว์ป่าก็มีความหลากหลายและซับซ้อนยิ่งขึ้น

‘น้ำ’ถือเป็นจุดดึงดูดที่สุดในบรรดาสุดยอดความงามของทิวทัศน์จิ่วไจ้โกว ทั้งในด้านรูปลักษณ์ สีสัน ความหลากหลาย อีกทั้งสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่สวยงามยิ่งใหญ่ ทำให้ที่นี่กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อเลื่องลือระดับชาติของจีน

ความงามประหลาดของน้ำในจิ่วไจ้โกวนั้น มีสาเหตุจากการที่แหล่งน้ำในบริเวณนี้มีการสะสมของธาตุแคลเซี่ยมเจือปนอยู่ในปริมาณสูง อีกทั้งโดยมากเกิดกับพืชซึ่งจมอยู่ใต้ท้องน้ำ ทำให้ทะเลสาบและธารน้ำของที่นี่มีสีสันสดใสงดงามแปลกตา ธารน้ำในจิ่งไจ้โกวประกอบด้วยธารน้ำหลัก 2 สายไหลมาบรรจบกันเป็นรูปตัววาย (Y) มีความยาว 50 กว่ากิโลเมตร ตลอดแนวธารน้ำปรากฏบึงน้ำ ทะเลสาบ น้ำตกและโตรกธารมากมาย สายน้ำสีเขียวใสเลี้ยวลดอยู่ระหว่างแมกไม้ราวกับสายสร้อยมรกตที่ประดับอยู่บนอาภรณ์แห่งป่าเขาลำเนาไพร ทะเลสาบเลื่อมสลับลายและน้ำตกที่สูงสง่าอลังการ ทำให้ผู้คนที่มาเยือนไม่อาจละสายตาได้

สำหรับป่าไม้โบราณที่ครอบคลุมอาณาบริเวณในจิ่วไจ้โกวกว่าครึ่ง แน่นครึ้มไปด้วยพืชพรรณแมกไม้หลายหลาก ทั้งยังเป็นแหล่งชุมนุมของสัตว์ป่าและนกนานาชนิด และเนื่องจากสภาพภูมิอากาศมีความแตกต่างกัน ดังนั้นชนิดหรือพันธุ์พืชก็แตกต่างไปตามสภาพทางภูมิศาสตร์ และอากาศ นับตั้งแต่พันธุ์ไม้โบราณ พันธุ์ไม้หายาก พันธุ์ไม้ที่ขึ้นในป่าดิบชื้น พันธุ์ไม้ที่ผ่านการปรับตัวทางพันธุกรรม และเฟิร์นชนิดต่าง ๆที่มีคุณค่ามากมาย ปัจจุบันมีพื้นที่ป่าธรรมชาติกว่า 3 พันตารางกิโลเมตร สัตว์และพันธุ์พืชกว่า 2,000 ชนิด สัตว์อนุรักษ์อีก 17 ชนิด รวมทั้งสัตว์สงวนอย่าง แพนด้า กระทิง ค่างขนทอง ละมั่งลายจุด กวางปากขาว แพนด้าจิ๋ว ลิงกัง ไก่ฟ้า ห่านฟ้า เป็นต้น

ปัจจุบัน เส้นทางอุทยานที่เปิดให้สาธารณชนได้เข้าชมมีความยาว 49 กิโลเมตร จากพื้นที่ 3 ใน 9 แคว โดยรัฐบาลจีนได้จัดทำบันไดไม้ปูลาดเป็นทางยาวเลียบไปกับเส้นทางน้ำ ผ่านโตรกธาร บึงน้ำ สระมรกต และน้ำตก เพื่อให้ได้ชื่นชมกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด อีกทั้งจัดรถปลอดมลพิษไว้บริการรับส่งนักท่องเที่ยวที่เมื่อยล้าหรือต้องการเดินทางไปชมในเขตที่ห่างไกลออกไป

ความงามแห่งสีสัน

จิ่วไจ้โกวมีชื่อเสียงด้านความงามแห่งสีสันที่แปลกเปลี่ยนไม่รู้จบ ทะเลสาบผุดขึ้นท่ามกลางหมู่แมกไม้เขียวขจี น้ำใสเป็นประกายชุ่มฉ่ำ ยอดเขาประกายหิมะ ตัดกับท้องฟ้าใสสีครามสลับปุยเมฆขาวเบาบาง เงาไม้หลากสีสันต้องแสงแดดสะท้อนลงบนผิวน้ำใสราวกระจกของทะเลสาบ เกิดเป็นภาพธรรมชาติอันงดงามที่แปรเปลี่ยนไปตามฤดูกาลผลิ ร้อน ร่วง หนาว ไม่ว่ายามสงัดฟ้าใส หรือฝนตกฟ้าคะนอง ยามเช้าหรือยามเย็น หิมะโปรยหรือยามฝนพรำ สีของน้ำในทะเลสาบก็จะแปรเปลี่ยนไป บ้างเขียวครึ้ม ผสมน้ำเงินเข้ม บ้างฟ้าเขียวสดใส อีกทั้งสาหร่ายและพืชพรรณใต้น้ำที่สะท้อนเงาแดดต่างประชันขันแข่งกันให้สีเขียวมรกต เหลืองบุษราคัม ชมพูจนถึงแดงอ่อน ราวกับเพชรพลอยที่ส่องแสงสะท้อนบาดตา

ยามฤดูใบไม้ผลิ แมกไม้ผลิดอกใบ ทั้งสีแดง เหลือง ม่วง ขาว ของดอกกุหลาบพันปี ต้นท้อและแพร์ป่า สีขาวของลูกแพร์ สลับกับใบอ่อนสีเขียว ที่กำลังผลิดอกออกใบสะพรั่งในฤดูกาลนี้ เมื่อเข้าสู่ฤดูร้อน ป่าทั้งผืนจะกลายเป็นสีเขียวไล่ระดับตั้งแต่เขียวอ่อน เขียวสดใส เขียวเจิดจ้า เขียวเข้ม สะท้อนถึงความเข้มข้นของชีวิตอันอุดมในผืนป่าแห่งนี้ เมื่อฤดูใบไม้ร่วงมาเยือน ต้นไม้ใบหญ้าที่อยู่รอบทะเลสาบจะทยอยผลัดใบเปลี่ยนสีร่วงลงสู่ทะเลสาบ สร้างสีสันให้กับโลกใต้น้ำ ยิ่งกว่าภาพวาดที่จิตรกรจะสรรค์สร้างแต่งเติม ป่าผลัดใบเป็นสีสันฉูดฉาด บ้างเป็นสีส้มเข้ม เหลืองอ่อน แดงชาด แดงเข้ม จนถึงแดงคล้ำ ใบไม้ที่ร่วงหล่น ทำให้เส้นทางสู่ขุนเขาทอดตัวกลายเป็นสีแดงฉาน ราวกับภาพวาดสีน้ำมันบนผืนผ้าใบ ย่างเข้าสู่ฤดูหนาว ทุกหนแห่งถูกปกคลุมด้วยหิมะขาวสะอาดตา น้ำตกที่แข็งตัว เป็นเส้นสาย หยดย้อยลงมาราวกับม่านสีเงิน ส่องประกายวิบวับในแสงแดดอ่อน ผืนป่าถูกปกคลุมด้วยหมอกขาวบางเบา ดูราวกับภาพในฝัน สายธารน้ำสีเงินผนึกตัวเป็นแผ่นน้ำแข็ง ราวกับกระเบื้องเคลือบชั้นดี ที่ประดับตกแต่งด้วยเพชรพลอยสีสดใสอยู่ภายใน

จิ่วไจ้โกวเป็นผลงาน สร้างสรรค์ด้วยมือมหัศจรรย์ของธรรมชาติ ขุนเขาเขียวขจี สายน้ำใสสะอาดไหลริน ขุนเขาโอบล้อมสายน้ำ สายน้ำพันรัดขุนเขา ขุนเขาสายน้ำสอดประสาน แมกไม้สายธารแนบชิด นับเป็นทิวทัศน์อันสดชื่นกระจ่างตา ภายใต้การจัดวางของธรรมชาติ ทุกสิ่งหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว เป็นความงามที่มนุษยชาติสุดจะได้พานพบในโลกนี้

ข้อมูล

อุทยานแห่งชาติจิ่วไจ้โกว มรดกโลกทางธรรมชาติ ปีค.ศ. 1992
ที่ตั้ง- ทางตอนเหนือของมณฑลซื่อชวน (เสฉวน)ภาคตะวันตกของจีน
อาณาเขต - พื้นที่ป่าอนุรักษ์ 643 ตารางกิโลเมตร ระดับน้ำทะเล 2,000 –
4,760 เมตร
เขตเปิดให้สาธารณชนท่องเที่ยว 55 ตารางกิโลเมตร ระดับน้ำทะเล 2,000 –
3,100 เมตร
สัตว์ป่าอนุรักษ์ 2,576 ชนิด

เส้นทางแนะนำ :
ขณะนี้มีการเปิดเส้นทางบินจากเฉิงตูไปจิ่วไจ้โกว ทุกวัน เที่ยวเช้าหรือบ่าย(ตารางเวลาไม่แน่นอน) เป็นเส้นทางที่สะดวกและรวดเร็ว สามารถสอบถามและจองตั๋วได้ตามออฟฟิศจำหน่ายตั๋วที่สนามบินเฉิงตู จากเฉิงตูไปยังสนามบินจิ่วไจ้โกวหวงหลงใช้เวลาบินเพียง 40 นาที สนามบินนี้อยู่ห่างจากอุทยานฯจิ่วไจ้โกวเพียง 88 กิโลเมตร
อนึ่ง เนื่องจากสนามบินจิ่วไจ้โกวมีความสูง 3,400 เมตร หากเกิดอาการแพ้ที่สูง (จะมีอาการวิงเวียน คลื่นไส้ ใจเต้นถี่ ปวดศีรษะ เหนื่อยง่าย) ให้พยายามนั่งนิ่ง ๆ หรือเคลื่อนไหวช้า ๆ อย่ายกของหนัก และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่สนามบินอย่างเคร่งครัด

ข้อควรระวัง :
สภาพอากาศในอุทยานแห่งชาติจิ่วไจ้โกวหนาวมาก โดยเฉพาะในช่วงเช้าและเย็น อุณหภูมิเฉลี่ยต่ำกว่าอุณหภูมิในตัวเมืองเฉิงตูราว 10 องศาเซลเซียส เดินทางในฤดูร้อนก็ควรเตรียมเสื้อคลุมกันหนาวไปด้วย (อุณหภูมิสูงสุดในเดือนกรกฎาคมราว 22.2 องศาเซลเซียส ต่ำสุดในเดือนมกราคมราว 1.7 องศาเซลเซียส)
หลังเดือนตุลาคมไปแล้ว จิ่วไจ้โกวจะเข้าสู่ฤดูหนาวซึ่งไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยว ร้านขายอาหารหลายแห่งปิดให้บริการ ควรเจรจากับทางสถานที่พักให้เตรียมจัดหาอาหารไว้ล่วงหน้า (ฤดูท่องเที่ยวอุทยานฯจิ่วไจ้โกวและหวงหลง อยู่ในเดือนเมษายน-พฤษภาคม, กันยายน-ตุลาคม- 15 พฤศจิกายน)

ข้อมูลจาก www.manager.co.th/china


จิ่วไจ้โกว-หวงหลง สีสันและอิริยาบถแห่งสายน้ำ
กล่าวกันว่า
"หากไปชมภูเขาที่หวงซานมาแล้ว ...ขุนเขาอื่นในปฐพีภพล้วนไม่มีความหมาย
หากไปชมธารน้ำที่จิ่วไจ้โกวมาแล้ว...สายน้ำอื่นในโลกาย่อมไม่อยู่ในสายตา"

คำกล่าวสองประโยคนี้เป็นที่รู้จักกันดีของชาวจีนทั้งประเทศ และได้แพร่หลายขจรขจายไปยังเหล่านักเดินทาง ผู้แสวงหาความสวยงามตามธรรมชาติทั่วโลก หลายคนอาจนึกสนเท่ห์ว่า คำกล่าวนี้จะเป็นจริงหรือไม่ เพราะแผ่นดินจีนนั้นช่างกว้างใหญ่ไพศาลยิ่งนัก แล้วใครกันหนอที่อาจหาญมาด่วนสรุปให้ "จิ่วไจ้โกว" (Jiu Zhai Gou) ซึ่งอยู่บนชายขอบหลังคาโลก ทางตอนเหนือของมณฑลเสฉวน ให้เป็นตัวแทนแห่งความงามอันเป็นที่สุด ของมวลเหล่าสรรพสายน้ำทั้งหลายในแผ่นดินมังกรแห่งนี้

ชื่อเรียกของ "จิ่วไจ้โกว" เป็นชื่อที่ออกจะเรียกยากในสำเนียงไทย และชวนไม่รื่นหูเท่าใดนัก หากแต่เป็นชื่อเรียกดั้งเดิมของสถานที่แห่งนี้ เพราะคำว่า จิ่ว = เก้า, ไจ้ = หมู่บ้าน, โกว = แควหรือธารน้ำ แปลโดยรวมแล้วหมายถึง แควเก้าบ้าน เนื่องจากพื้นที่ในบริเวณนี้มีหมู่บ้านของชาวทิเบต อาศัยอยู่อย่างกระจัดกระจายตามริมธารน้ำกันมาแต่ดั้งเดิม รวมกันเก้าหมู่บ้าน จิ่วไจ้โกวเป็นธารน้ำสองสาย สายหนึ่งไหลมาจากฉางไห่ หรือทะเลสาบยาวด้านตะวันตก อีกสายหนึ่งไหลมาจากตาน้ำที่ป่าดึกดำบรรพ์ทางด้านตะวันออก สองสายธารไหลคู่ขนานกันมา แล้วมาบรรจบสบกันที่ใกล้บริเวณทะเลสาบกระจก หรือจิ้งไห่ จากนั้นก็ไหลรวมกันลงไปสู่แม่น้ำขาว หรือไป๋สุ่ยเจียง ดังนั้นธารน้ำทั้งสองสายจึงไหลมา แลดูคล้ายเป็นรูปตัววาย มีระยะทางรวมกันถึงกว่า ๕๐ กิโลเมตร มีอาณาบริเวณประมาณ ๗๒๐ ตารางกิโลเมตร แวดล้อมไปด้วย ๑๑๔ ทะเลสาบน้อยใหญ่ ๑๒ ธารน้ำตกที่หลั่งไหลริน ๕ ชายหาดอันขาวบริสุทธิ์ และลำธาร ๑๑ สายที่ไหลลัดเลาะไปตามโตรกซอกหินผา บนความสูง ๒,๒๐๐-๓,๑๐๐ เมตรจากระดับน้ำทะเล
กล่าวกันว่า ฤดูกาลที่เหมาะสมที่สุดในการมาชื่นชมจิ่วไจ้โกวก็คือ ใบไม้ร่วงหรือ ชิวเทียน ซึ่งจะได้ยลโฉมทั้งเจ็ดสิ่งอันอัศจรรย์ของธรรมชาตินั่นคือ บรรยากาศอันสดใสแห่งฤดูกาล ทะเลสาบครามฟ้าใส ใบไม้ที่ผลัดเปลี่ยนสี เงาสะท้อนบนแผ่นน้ำ สายธารน้ำตก ธาราอันไหลเชี่ยว และทางเดินชมธรรมชาติ ความงามที่สวรรค์ได้ประทานมาให้อย่างพรั่งพร้อมนี้ ชาวทิเบตได้เล่าขานเป็นตำนานกันมาว่า...
ครั้งหนึ่งในอดีตกาลอันนานโพ้น มีเทพบุตรหนุ่มผู้กล้าหาญนามต๋าเกอ (Da ge) ได้ผูกสมัครใจรักใคร่กับเทพธิดาสาวผู้มีนามเชอโม (Se Mo) ต๋าเกอได้เพียรอุตส่าห์ฝนกระจกบานใหญ่ โดยอาศัยแรงสนับสนุนจากเทพวายุ และเทพเมฆาบนสรวงสวรรค์ เพื่อมอบกำนัลแทนความรักที่เขาได้มีต่อเธอ และหมายให้เธอได้ส่องยลโฉมสะคราญของตนเอง ทว่า เชอโมมิทันได้ระวัง กระจกได้พลัดหลุดจากมือร่วงลงสู่พื้นโลก เมื่อเธอลงมาค้นหา ก็พบว่ากระจกนั้นได้แตกเป็นเศษเสี้ยวรวม ๑๐๘ ชิ้น และได้กลายมาเป็นผืนผิวของแผ่นน้ำบนทะเลสาบทั้ง ๑๐๘ แห่งในจิ่วไจ้โกวนั่นเอง

ปัจจุบันการเข้าท่องเที่ยวในเขตอุทยานมรดกโลกจิ่วไจ้โกว นอกเหนือไปจากราคาค่าชมที่แพงถึงคนละ ๑๑๐ หยวน (๕๕๐ บาท) ต่อวันแล้ว ยังมีกฎระเบียบอันเคร่งครัด ที่ห้ามนำรถทัศนาจรส่วนตัวเข้าไป นักท่องเที่ยวทุกคนจะถูกบังคับให้ต้องโดยสารรถปลอดมลภาวะ (ก๊าซเอ็นพีจี) ของอุทยาน เพื่อรักษาสภาวะแวดล้อมและควบคุมการจราจรภายใน มีทั้งชนิดซื้อตั๋วรถโดยสารแบบรถประจำทางคนละ ๙๐ หยวน (๔๙๕ บาท) หรือเช่าเหมาคัน ซึ่งมีราคาแพงมากจนน่าตกใจ นั่นคือ รถขนาด ๔๐ ที่นั่ง ราคา ๕,๒๐๐ หยวนต่อคันต่อวัน (๒๘,๖๐๐ บาท) ที่สำคัญนอกจากจะแพงแล้ว ยังมีจำนวนจำกัด ใครมาก่อนได้ก่อน ถ้ามาช้า ก็ต้องทำใจนั่งรถประจำทางเที่ยวในอุทยานที่มีความกว้างขวาง และมีจุดแวะชมที่กระจัดกระจายไปตลอดระยะทาง ๕๐ กิโลเมตร

การเดินทางมายังอุทยานมรดกโลกทางธรรมชาติและจิ่วไจ้โกวและหวงหลง ซึ่งอยู่ห่างจากนครเฉิงตูมาทางตอนเหนือประมาณ ๔๓๐ กิโลเมตร จะใช้เวลาในการท่องเที่ยวประมาณ ๖-๘ วัน อากาศที่อุทยานทั้งสองแห่งจะหนาวเย็นตลอดทั้งปี ฤดูกาลที่เหมาะสมที่สุด คือช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีในระหว่างกลางเดือนตุลาคม-กลางเดือนพฤศจิกายน และรองลงมาคือฤดูใบไม้ผลิคือช่วงปลายเดือนเมษายนจนถึงเดือนมิถุนายน
อุณหภูมิเฉลี่ยในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวดังกล่าว ที่จิ่วไจ้โกวประมาณ ๘-๑๒ องศาเซลเซียส ส่วนที่หวงหลงเนื่องจากอยู่ที่สูงกว่า อากาศจึงหนาวเย็นประมาณ ๔-๘ องศาเซสเซียส

อันนี้ข้อมูลจาก www.sarakadee.net

ส่วนอันสุดท้าย แปลให้ จากข้อมูลการท่องเที่ยวจิวไจ่โกว (www.jiuzhaigouvalley.com)
Special Notes สำหรับนักท่องเที่ยว
1. ช่วง High Season คือช่วงนี้ ควรเดินทางมากับคณะทัวร์เพื่อความสะดวกเรื่องที่พัก และอื่นๆ
2. นักถ่ายภาพควรเตรียมฟิล์มและแบตเตอรี่ให้เพียงพอ และเก็บอุปกรณ์ถ่ายภาพให้ดีเนื่องจากอากาศภายนอกหนาวเย็นมาก
3. บนอุทยานมีสัญญาณโทรศัพท์มือถือ นอกจากนี้ยังมีโทรศัพท์สาธารณะไว้บริการด้วย
4. หากต้องการแลกเงินสด ให้ไปที่ Agricultural Bank of China (Jiuzhaigou Branch) at the Tour Service Center of the Jiuzhaigou Entrance หรือกดจากตู้ ATM ได้
5. เนื่องจากอุทยานจิวไจ่โกวอยู่ในเขตภูเขาสูง ฉะนั้นไม่แนะนำให้ใช้พลังงานมาก ควรดื่มน้ำชาหรือน้ำผลไม้แทนเครื่องดื่มแอลกอฮอล ควรรับประทานอาหารที่มีโปรตีนและแคลอรี่สูง ผักและผลไม้จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการคลื่นไส้เวียนศีรษะ

และสุดท้ายอุณหภูมิ ณ วันนี้ (24 กันยา) ประมาณ 10 องศาเซลเซียส

เอ้า! คณะพรรคเตรียมตัวให้ดีแล้วกัน แล้วกลางตุลาจะอุณหภูมิเท่าไหร่นึกภาพเอาเองล่ะกัน


obcpe wrote on Oct 23, '06
รอชมภาพสวยๆ นะคราบพี่ อิอิอิ (^^.)
ratpage wrote on Oct 25, '06
obcpe said
รอชมภาพสวยๆ นะคราบพี่ อิอิอิ (^^.)
So you will be disappointed ka. Not many beautiful pictures but the scenery is very very beautiful.
obcpe wrote on Oct 25, '06
Hope I may have a wonderful chance like you :P Take care of urself krub :)
kesonica wrote on Mar 15
ไม่รู้ว่าตุลาปีนี้จะหนาวหรือเปล่าน้า
วางแผนจะไปพอดีค่ะ
ratpage wrote on Mar 16
ไม่รู้ว่าตุลาปีนี้จะหนาวหรือเปล่าน้า
วางแผนจะไปพอดีค่ะ
ส่วนใหญ่ไม่ค่อยหนาวนะคะ แต่พฤศจิกาฯ หนาวแน่ค่ะ ไปปลายตุลาสิคะกำลังสวย
Add a Comment
How would you rate this thing? (optional)
   
© 2008 Multiply, Inc.    About · Blog · Terms · Privacy · Corp Info · Contact Us · Help